Movie

 

"          ประชากรโลก 20% ใช้ทรัพยากรของโลกถึง 80%

           โลกทุ่มงบประมาณด้านอาวุธมากกว่าให้ความช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาถึง 12 เท่า

            มีคนตายวันละ 5 พันคนเนื่องจากดื่มน้ำที่มีมลพิษ

            มนุษย์ 1 พันล้านคนไม่มีน้ำสะอาดใช้

            มีผู้คนเกือบ 1 พันล้านคนที่หิวโหย

            ข้าวมากกว่า 50% ของทั้งโลก กลายเป็นอาหารสัตว์และเชื้อเพลิงชีวภาพ

            พื้นที่อุดมสมบูรณ์ร้อยละ 40 คุณภาพต่ำลง

            ทุก ๆ ปีป่าจะหายไป 13 ล้านเฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 10,000 ตร.ม.)

            สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1 ใน 4, นก 1 ใน 8, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 1 ใน 3 ใกล้จะสูญพันธ์

            สัตว์ตายเร็วกว่าอัตราการตายตามธรรมชาติถึง 1 พันเท่า

            3 ใน 4 ของพื้นที่ประมงมีจำนวนปลาลดน้อยลงอย่างน่ากลัว

            อุณหภูมิเฉลี่ยของ 15 ปีหลังสุดเป็นอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่เคยบันทึกมา

            ความหนาของชั้นน้ำแข็งบางกว่าเมื่อ 40 ปีก่อนถึง 40%

            จะมีผู้ลี้ภัยเพราะสภาพอากาศอย่างน้อย 200 ล้านคนในปี 2050..............."

            ทั้งหมดนี่คือความจริงครับ        

            ความจริงที่ถูกนำเสนอไว้ใน DVD ภาพยนตร์สารคดีที่มีชื่อว่า "Home" ที่มีพี่ท่านหนึ่งกรุณานำมาให้ได้ยืมได้ชมกันครับ

            สารคดีนำเสนอความจริง..ความจริงเกี่ยวกับโลกใบนี้ที่เรายืนอยู่บนมันและใช้มันเป็นที่อยู่อาศัย  ผู้บรรยายเปิดเรื่องด้วยการเรียกร้องให้ฟังเค้าก่อน..แค่ฟังก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดีกับโลกใบนี้ดี   แล้วเค้าก็เล่าให้ฟังตั้งแต่จุดกำเนิดของโลก จากอนุภาคของกลุ่มควันและเปลวไฟ คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ  จนมาถึงจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

            เรื่องเริ่มต้นได้อย่างสวยงาม ด้วยภาพที่สวยและเพลงบรรเลงประกอบที่ไพเราะ  มุมกล้องที่ใช้ในการถ่ายทำส่วนใหญ่เป็นมุมมองจากด้านบนแบบ Top View นอกจากจะได้ความแปลกตาแล้ว ยังเหมือนเป็นการเรียกร้องให้เราลองมองไปยังโลกเบื้องล่างบ้าง...โลกที่เราเหยียบย่ำอยู่...

            ระหว่างที่กำลังดูถึงที่มาของโลกและสิ่งมีชีวิตด้วยเสียงบรรยายประกอบกับเพลงบรรเลงเพราะ ๆ เบา ๆ มาสักพัก  เพลงประกอบก็ทวีความดังระทึกถี่ขึ้นเป็นจังหวะเมื่อถึงตอนที่สิ่งมีชีวิตอันชาญฉลาดที่เรียกว่า "มนุษย์"  ได้เข้ามาทำลายวัฏจักรของความสมดุลและเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกด้วยการเกษตร, อุตสาหกรรม และความเจริญศิวิไลซ์  ด้วยการบริโภคทรัพยากรที่โลกมีให้อย่างไม่รู้จักพอ...

            ถึงตอนนี้ผมดูแล้วสลดครับ..เกลียดมนุษย์ชะมัด  คิดแล้วไม่อยากอยู่เป็นคนเลยครับ

            ลองกลับไปอ่านความจริงในตอนต้นอีกทีสิครับ  แต่ถ้าจะให้ดีไปดู DVD ประกอบด้วยนะครับจะอินมาก

            Faster and faster...

            More and more...

            เสียงบรรยายแทบจะทุก Chapter ของช่วงทำลายโลกนี้จะขึ้นต้นด้วยคำเหล่านี้ตลอด..

            มนุษย์ใช้ทรัพยากรโลกหมดไปอย่างรวดเร็วและรวดเร็วยิ่งขึ้น...

            มนุษย์ทำลายโลกไปมากมายและมากมายยิ่งขึ้น...

            ถ้าการให้ของโลกและการรับของมนุษย์เป็นวัฏจักร  แล้วมนุษย์ทำตัวเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว  วัฏจักรนี้คงขาดสมดุล

            เราคงปฏิเสธความรับผิดชอบนี้กันไม่ได้หรอกครับ

            ปรากฏการณ์เรือนกระจกหรือโลกร้อนส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก  แม้แต่ Greenland ที่ไม่มีคนอยู่อาศัยเลยก็ได้รับผลนี้ไปด้วย  อื่น ๆ ก็เห็นได้ทั่วไปจากในข่าวปัจจุบัน...แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า พายุกระหน่ำ ฯลฯ  ...บางทีเราอาจจะไม่ต้องรอให้โลกแตกในปี 2012 เหมือนอย่างในหนังโลกาวินาศก็ได้นะครับ

            ช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้มันคงไม่สำคัญอีกแล้วว่าเราจะใช้อะไรไป  หรืออะไรจะเสียหายไปเท่าไหร่แล้วบ้าง  ผมว่าที่เราควรจะคิดให้หนักก็คือ  แล้วเราจะเหลืออะไรไว้ดีล่ะครับ???

            ตัดสินใจกันนะครับว่าเราจะทำอะไรเพื่อบ้านใบกลม ๆ หลังนี้ดี

To do list ก่อนชีวิตจะหาไม่

posted on 01 Oct 2009 18:13 by hwannaa  in Movie
จั่วหัวคราวนี้ออกจะดูน่ากลัวหน่อยนะ..จั่วไปงั้นแหละ  จริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแปลจากชื่อหนัง "The Bucket List" ที่วันก่อนมีโอกาสได้ดู..ชื่อไทยจริง ๆ เป็นไงไม่รู้ ส่วนชื่อนี้ฉันตั้งเอาเอง

            ความสนุกฉันให้ 3 ดาวครึ่งจาก 5 ดาว...เรียกว่าพอดูได้ค่ะ พอดูได้...

            แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ..มันทำให้ได้ฉุกคิด  ก็เลยอยากมาเล่าสู่กันฟัง..

            เรื่องเป็นอย่างงี้นะคะ...มีตาแก่อยู่ 2 คน

            "เอ็ดเวิร์ด"-ตาแก่ผิวขาว เจ้าอารมณ์..หงุดหงิด ขี้โวยวาย  รสนิยมสูง รายได้มหาศาล  แต่หาความสุขในชีวิตไม่ได้  เค้าได้แต่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยว  คนที่สนิทด้วยมากที่สุดดูเหมือนจะมีอยู่เพียงคนเดียวคือ เลขาส่วนตัวของเค้านั่นเอง

คนที่จะรับบทนี้คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "Jack Nicholson"  บางคนคงยังจำบทบาทประมาณนี้ของเค้าได้ในหนังอีกเรื่อง "As good as it gets"

ส่วนตาแก่อีกคน...

"คาร์เตอร์"-ตาแก่ผิวสี ที่มีครอบครัวอบอุ่นตามแบบฉบับพ่อ แม่ ลูก และหลานรัก  ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบหาเลี้ยงครอบครัวส่งลูกเรียนจนจบ  เค้าได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรักความอบอุ่น เป็นคนฉลาด สุขุมคัมภีรภาพ 

และเช่นกันคนที่จะรับบทนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "Morgan Freeman" คุณจะเห็นเค้าได้บ่อย ๆ ในบทบาทของนักสืบหรือตำรวจวัยเกษียณที่ฉลาดและมากด้วยความสามารถอยู่เสมอ ๆ เช่น ในหนังดังอย่าง "Seven"

เป็นไงคะชายชราทั้งสองคนนี้ต่างกันสุดขั้ว ทั้งฐานะ ความเชื่อ Lifestyle รสนิยม ความคิดอ่าน ฯลฯ  แต่ทั้งคู่มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่าง คือ กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง...เรื่องจึงได้เริ่มต้นขึ้น ณ ที่ ๆ ทั้งสองคนนี้ได้มาพบกัน...แน่นอนค่ะ "โรงพยาบาล" ที่ทำให้ทั้งสองคนต้องมาสนิทสนมกันอย่างไม่มีทางเลือก

สำหรับเอ็ดเวิร์ด "6 เดือน..อย่างมากก็ปีนึง"  หมอรายงานผลการตรวจให้คนไข้ทราบ

"มากที่สุดก็ปีเดียว" ผลออกมาไม่ต่างกันเลยสำหรับคาร์เตอร์

ถ้าคุณเลือกได้คุณอยากรู้มั้ยครับว่าคุณเหลือเวลาอีกเท่าไหร่? ฉันเองไม่อยากรู้หรอก...ไม่ชอบ Pressure   

ถึงตรงนี้แล้วพอจะนึกออกแล้วใช่มั้ยว่าไอ้ List ที่ว่านี่มันมีที่มาที่ไปยังไงกัน   ฉันเองก็เคยนึกเล่น ๆ เหมือนกันนะ  หรือถ้าตอนนี้พวกคุณจะลองคิดกันดูก็ยังไม่สาย..ยังไม่ตาย ก็ลองคิดกันพอหนุก ๆ ได้  ทีนี้เรามาลองดูกันว่าตาแก่สองคนนี่เค้า List อะไรทำก่อนตายกันมั่ง

1.       ช่วยเหลือคนแปลกหน้าเพื่อทำความดี >>>อันนี้ดูบ้าน ๆ

2.       หัวเราะจนน้ำตาไหล >>>อันนี้ List ไว้เพราะไม่เคยทำหรือเพราะจะทำเป็นครั้งสุดท้ายฉันไม่แน่ใจแฮะ

3.       ยิงปืน >>> !!!

4.       เห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่สง่างาม >>>ความฝันของคนทั้งโลก  (ในเรื่องเค้าก็ไปยอดเขาหิมาลัย, พีระมิด,   กำแพงเมืองจีนและทัชมาฮาลกัน)

5.       ขับมัสแตง >>>ความอยากของคนมีกะตังครับอันนี้

6.       โดดร่ม >>>ความอยากของคนมีกะตัง + บ้า

7.       จูบผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก >>>ความอยากของผู้ชายอะนะ

8.       ไปสัก >>>ความอยากโง่ ๆ  

9.       ล่าเสือ >>>  -_-‘ (เกินจะบรรยายอะอันนี้)

ดูรวม ๆ แล้วเป็นไงคะมีข้อไหนตรงกับของคุณบ้าง?  อย่าบอกนะว่าไปสัก?

หลายคนอาจจะคิดทำอะไรมันส์ ๆ  ทำเรื่องที่ไม่มีโอกาสได้ทำ   หรือทำอะไรที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำแล้วก็ทำมันให้สะใจกันไปเลย  แต่สำหรับบางคนที่ยังคิดไม่ออกว่าก่อนตายอยากจะทำอะไร  ฉันขอแนะนำให้คุณลองกลับมานึกถึง "ตอนนี้" หรือ "ปัจจุบัน" กันแทนดีมั้ย

            ที่ผ่านมาคุณได้ทำอะไรกับชีวิตคุณไปแล้วมั่ง?

กลับมาที่หนังกันอีกที หลังจาก List กันเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ก็ทยอยทำกันไปทีละข้อ ๆ  สับไปสับมา  จนกระทั่งทั้งคู่มาอยู่ที่อียิปต์ นั่งชื่นชมพระอาทิตย์ตกดินโดยมีพีระมิดตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า  คาร์เตอร์เล่าให้เอ็ดเวิร์ดฟังถึงเรื่องราวความเชื่อของคนอียิปต์ตามนี้ค่ะ...

            "คนอียิปต์มีความเชื่อเกี่ยวกับความตายที่งดงามคือ เมื่อคนตายมาถึงทางเข้าของสวรรค์  พระเจ้าจะถามคำถาม 2 คำถาม  และคำตอบจะเป็นตัวตัดสินว่าพวกเขาจะได้เข้าไปหรือไม่

            คำถามแรกคือ คุณมีความสุขในชีวิตหรือไม่?  และอีกคำถามคือ แล้วชีวิตคุณทำให้คนอื่นมีความสุขหรือเปล่า?"

            แล้วก่อนตายคาร์เตอร์ก็ได้บอกให้เพื่อนหาความสุขของชีวิตให้เจอ...

            บางทีระหว่างที่วันนั้นยังมาไม่ถึง  มันอาจจะไม่สำคัญเลยว่าคุณอยากจะทำอะไร   แต่ชีวิตที่คุณกำลังดำเนินอยู่นี้ต่างหากที่สำคัญมากกว่า

            ชีวิตที่สมบูรณ์แบบควรเป็นเช่นไร?  เป็นคำถามที่คาร์เตอร์ได้เกริ่นไว้ตอนต้นเรื่อง

            "บางคนเชื่อว่าความสมบูรณ์แบบของชีวิตขึ้นอยู่กับครอบครัวลูกหลาน

              บางคนเชื่อว่าขึ้นอยู่กับความเชื่อและศรัทธา

              บางคนเชื่อว่าขึ้นอยู่กับความรัก

              บางคนก็ว่าชีวิตไม่มีความหมายอะไร

              ส่วนผมเชื่อว่าชีวิตของคุณจะสมบูรณ์เมื่อมีคนเห็นว่าคุณเป็นแรงบันดาลใจให้.."

            อันนี้โดนใจฉันมาก ๆ

            สิ่งที่คุณทำแล้วตัวเองเป็นสุขและสิ่งที่คุณทำแล้วทำให้คนอื่นมีความสุข อาจจะเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิตก็ได้...ว่ามั้ยคะ?...

            และสุดท้ายนี้สิ่งที่ฉันจำเป็นจะต้องบอกก็คือ...ทุกคนตายหมดค่ะในเรื่อง  แต่ List ทุกข้อเค้าทำได้หมดนะ รวมทั้งข้อที่ว่า "จูบผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก"  ส่วนจะเป็นผู้หญิงคนไหนและใครกันคือผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก..เห็นทีคุณคงจะต้องไปหาดูกันเอาเอง..อันนี้ไม่บอกดีกว่า

            สวัสดี.

 

 

           

Little Miss Sunshine

posted on 19 Jun 2009 23:23 by hwannaa  in Movie
ช่วงที่แล้วมีเวลาได้เดินตามแผงขาย DVD ได้หนังดี ๆ มาเพียบ  เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเลยดูแต่หนังที่ซื้อมา เรียกได้ว่าฉ่ำปอด

"Little Miss Sunshine" เป็นหนึ่งในหนังหลายเรื่องที่ซื้อมา  บอกก่อนเลยว่าถ้าไม่ได้ดูจะเสียใจ (อะไรจะขนาดนั้น)  หลายซีนมีคำถามและความคิดที่โดนใจ (ฉัน) มาก ๆ   แรก ๆ ก็เข้าใจว่าเป็นหนังตลกเสียดสี  แต่ดูแล้ว เฮ้ย..ดราม่า  เพราะไม่รู้ว่าดูแล้วทำไมตัวเองน้ำตาไหล  ดีแล้วที่ไม่ได้ดูในโรง ฉันเลยร้องซะเต็มที่

เค้าว่าหนังดราม่าจะสะท้อนชีวิตมนุษย์ในแง่มุมต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวละเอียดอ่อนของชีวิตและให้มุมมองที่ดีต่อไปในการดำเนินชีวิต  บางเรื่องก็ช่วยปลอบประโลมให้กำลังใจ บางเรื่องก็ช่วยแสวงหาคำตอบในชีวิตที่มองหา บางเรื่องก็ไม่ได้ให้คำตอบและไม่มีความหวังจะให้  แต่ละเรื่องจะเข้าถึงจิตใจคนดูในระดับที่ต่างกัน..ส่วนเรื่องนี้ช่วยปลอบประโลมใจและให้ความหวังได้ดี โดยเฉพาะฉัน   เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เข้าถึงจิตใจได้อย่างมาก..ขอร้องไห้อีกทีนะ..

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นที่ครอบครัวหนึ่ง ที่สมาชิกในบ้านทุกคนออกแนวมีปัญหา  ต่างคนต่างมีปมของตัวเอง  ตัวเอกของเรื่องคือเด็กหญิง "โอลีฟ" สมาชิกน้องเล็กสุดของบ้านที่เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของครอบครัว  หนังนำเสนอมุมมองที่มีลักษณะประชดประชัน ในขณะที่ทุกคนพยายามเอาสิ่งที่ดี ๆ หรือสิ่งที่รู้ว่ามันดีใส่หัวเด็กให้เค้ารับรู้..แต่สิ่งที่ตรงกันข้าม   ทุกคนที่โตกว่าเป็นผู้ใหญ่กว่ากลับทำมันเสียเอง  ไม่ว่าจะเป็นความแตกแยกของคนในบ้านที่ไม่อยากให้เด็กรับรู้, การพยายามฆ่าตัวตาย หรือความล้มเหลว  ..ใช่แล้ว! ครอบครัวนี้มีแต่คนประหลาด ทุกคนมาอยู่รวมกันบนความแปลกแยก แล้วก็ร่วมเดินทางไปที่อีกเมืองเพื่อความฝันของหนูน้อยโอลีฟที่อยากเป็นนางงามเด็ก

พ่อ-มีแนวคิดในการดำเนินชีวิตแบบ "บันได 9 ขั้นสู่ความสำเร็จ" ซึ่งเป็นคนคิดเอง แล้วก็พยายามเอาสิ่งนี้มาทำรายได้ให้กับครอบครัว

แม่-มีพี่ชาย "แฟรงค์" เป็นเกย์ที่มีการศึกษาดี งานการดี แต่พยายามฆ่าตัวตายเพราะอกหัก  ในฐานะน้องสาวและครอบครัวเพียงคนเดียวของพี่  ทำให้ต้องเอาพี่ชายมาอยู่ด้วย  ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลครอบครัวของตัวเอง

ลูกชาย-"ดเวย์น" เด็กบุคคลิกประหลาดภายใต้หน้าตาทึ่มทื่อ  เค้าเกลียดทุกอย่างและทุกคน  ความฝันสูงสุดของเค้าคือการได้เป็นนักบิน

แฟรงค์-ชายวัยกลางคนที่ชีวิตกำลังเสียศูนย์ ถูกไล่ออกจากงาน  การพยายามฆ่าตัวตายของเค้าทำให้ต้องจับพลัดจับผลูมาอยู่เป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวของน้องสาว

ปู่-ชายชราที่อยู่ไปวันๆ อย่างไร้ค่า เล่นยาเป็นกิจวัตร  เลี้ยงหลานบ้างตามแต่โอกาส  โดยเฉพาะหน้าที่สำคัญคือการเป็นโค้ชฝึกซ้อมหลานสาวให้เข้าประกวดนางงามเด็ก

ลูกสาว-"โอลีฟ" น้องนุชสุดท้องของบ้าน กับความฝันที่มุ่งมั่นจะเป็นนางงามเด็กให้ได้

หนังทั้งเรื่องใช้โทนสีเหลืองตลอด ตั้งแต่รถแวนที่ใช้จนถึงฉากแต่ละฉาก  ปัญหาต่าง ๆ ที่เจอกันตลอดการเดินทางของครอบครัวนี้จะถูกแก้ไปทีละเปาะ  ๆ  วิธีการแก้ปัญหาก็ทำให้เราขำและยิ้มได้เรื่อยๆ   เป้าหมายของการเดินทางในครั้งนี้ก็คือการไปถึงเวทีประกวดให้ทัน  ฉากที่โดนใจฉันฉากแรกก็คือ หนูน้อยโอลีฟเกิดกลัวว่าจะแพ้ขึ้นมา  คุณปู่ก็เลยต้องให้กำลังใจว่า

"คนขี้แพ้ก็คือคนที่กลัวว่าจะไม่ชนะ ทั้งที่ยังไม่ได้พยายามทำอะไรเลย" 

ฉันเองก็เกลียดความพ่ายแพ้และกลัวตัวเองจะเป็นพวกขี้แพ้มาโดยตลอด  ถึงตรงนี้เลยดีใจว่าตัวเองได้พยายามกับทุกเรื่องจนถึงที่สุด  แม้บางเรื่องจะไม่ชนะแต่ก็เรียกได้ว่าพยายามจนถึงที่สุดก็แล้วกัน

จนเวลาประกวดใกล้เข้ามาทุกขณะ  แต่ก็ดันมีเหตุให้วุ่นวายเดินทางต่อไม่ได้อีก  เพราะพี่ชาย "ดเวย์น" ไม่ยอมร่วมทางไปด้วยอีกต่อไป ไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็ไม่ฟัง

"ผมเกลียดทุกคน เกลียดแม่  ผมไม่อยากอยู่ครอบครัวนี้อีกต่อไปมีแต่ความแตกแยก ฆ่าตัวตาย ขี้แพ้ ทิ้งผมไว้ที่นี่"  ดเวย์นไม่อยากมีส่วนร่วมกับครอบครัว  ไม่ว่าแม่จะขอร้องยังไงก็ไม่ฟัง

สุดท้ายผู้เป็นพ่อบอกให้โอลีฟไปลองคุยกับพี่ชายดู ท่ามกลางความสิ้นหวัง  แค่กอดเดียวจากโอลีฟ ไม่ต้องพูดอะไร  ดเวย์นก็ลุกขึ้นเดินตามน้องไปที่รถ

"โอเค..ไปกัน" ดเวย์นพูด...มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วน ๆ  ไม่ต้องถามถึงเหตุผลเลยว่าทำไมเค้าถึงเปลี่ยนใจได้ง่ายดายขนาดนั้น

บางครั้งการพูดคุยกันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เราทำได้แค่ปล่อยให้มันผ่านไปและใส่ใจกันสำหรับสมาชิกที่เหลืออยู่

ในที่สุดทุกคนก็เดินทางมาถึงเวทีประกวด ไฮไลท์ของเรื่องอยู่ที่การประกวดนี่แหละ  ดูแล้วลุ้นมากว่าเด็กหน้าตาบ้าน ๆ ใส่แว่นหนา หน้าตาดูอาราเร่ แถมมีพุงโต ๆ แบบนั้นจะชนะนางงามเด็กหน้าตาบาร์บี้อย่างคนอื่นได้ยังไง..ผลการแข่งขันไม่เหมือนกับที่ฉันคิดไว้หรอก  แต่อยากให้ฉากนี้ไปดูกันเอาเอง โดยเฉพาะฉากแสดงความสามารถบนเวทีนี่สุดยอดดดด..ขอบอกว่าต้องดูให้ได้  แอบบอกนิดนึงว่าน้องโอลีฟนี่เค้าเต้นโชว์นะ เต้นประกอบเพลงที่ปู่เค้าเลือกให้  อย่าลืมว่าปู่เค้าเป็นโค้ชให้แม่หนูนี่ ฉะนั้นพวกท่าเต้นต่าง ๆ ก็เลยแสดงถึงตัวตนของปู่เค้าเองนั่นแหละ  ตลอดเวลาที่ดูก็สงสัยอยู่ว่าทำไมตอนซ้อมกับปู่ถึงไม่ค่อยมีให้ดูเลย ที่แท้ก็เก็บไว้เฉลยให้ลุ้นตอนหลังนี่เอง  ยังไม่จบนะปัญหาของเรื่องยังมีได้เรื่อย ๆ ตอนเต้นนี่ก็มีปัญหาอีก  แล้วทุกคนก็ร่วมกันแก้ปัญหาได้ฮามาก ฉันเปิดดูฉากนี้ถึง 2 ครั้งแล้วก็หัวเราะทุกครั้งที่ดู

ระหว่างที่ทุกคนชุลมุนอยู่กับการประกวดนี้   ดเวย์นกับแฟรงค์ก็ได้ออกไปคุยกันข้างนอก

"บางครั้งผมก็อยากนอนหลับแล้วตื่นมาอีกทีตอนอายุ 18 เลย จะได้ไม่ต้องเจอกับเรื่องห่วยๆ สารพัด.. โรงเรียน..ทุกเรื่อง.." ดเวย์นพูดแบบยังไม่หายเกลียดทุกอย่างในชีวิต

ฉันเองก็เคยคิดเหมือนกัน  อยากนอนหลับไปเลยไม่ต้องตื่นมาเจอกับเรื่องร้าย ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่

ลุงเค้ากลับตอบว่าหากมองย้อนกลับไป ความขมขื่นทั้งหลายแหล่เป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุดของชีวิต มันทำให้เรากลายเป็นตัวเองในปัจจุบัน  ความสุขทั้งหลายต่างหากที่ไร้ค่าเพราะเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันเลย ฉะนั้นถ้าเราหลับไปจนถึงอายุ 18 เราจะพลาดเรื่องขมขื่นไปเพียบ  ..ไม่รู้ว่าช่วงอายุ 18 ปีของฝรั่งนี่มันคล้ายกับ 18 ฝน 18 หนาวของเรารึเปล่า  ดูแล้วเหมือนจะต้องเจอกับอะไรหนักหนาสาหัสมาก  แต่ก็จริงอย่างที่เค้าว่า   ความขมขื่นพวกนั้นเราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ แต่เราสามารถจะเรียนรู้อะไรจากมันได้  ยังไงซะชีวิตมันก็หยุดไม่ได้  มันต้องดำเนินต่อไป ....ความขมขื่นจึงเป็นความทุกข์ทรมานชั้นเลิศ

เสร็จสิ้นการประกวด หนังจบลงด้วยสมาชิกในครอบครัวที่เหลือช่วยกันเข็นรถแวนสีเหลืองปุโรทั่งคันเดิมกลับบ้าน  ..ไม่มีคนขี้แพ้ในหนังเรื่องนี้...มีแต่การประคับประคองกันให้ชีวิตของแต่ละคนดำเนินต่อไป.