Fiction

คู่รัก Part Time

posted on 09 Jun 2009 19:40 by hwannaa  in Fiction

           

"Good night. I had a good time. Hope you had it so."  พี่เอสส่ง sms มาให้ฉันหลังจากเดินทางกลับจาก Trip ประจำปีของฝ่าย "สิมิลัน วันฟ้าใส" -Trip  ที่ฉันรอเพื่อจะได้ไปกับพี่เอส

แต่ฟ้าน่าจะใสกว่านี้และฉันน่าจะมีเวลาที่ดีอย่างที่เค้าหวัง.....ถ้า..ยัยนั่น..ไม่ไป

            "พิม" = หญิงสาวอายุราว 37 ปี หน้าตาดี หุ่นดี ผิวขาว อาชีพ Marketer ลูกน้องเก่าบอสและที่ยังเป็นปริศนาสำหรับฉันก็คือ เค้าเคยเป็นกิ๊กหรืออดีตแฟนของพี่เอสด้วยหรือเปล่า? จนถึงวันนี้ฉันก็ยังไม่กระจ่าง...

            "ฉัน" = หญิงสาวอายุ 33 ปี หน้าตา..พอใช้  หุ่น..เอ่อ พักหลังออกแนวเผละ  ผิว....พอเถอะ..สรุปเลยละกันว่านอกจากความสาวกว่าแล้ว  ฉันแพ้ทุกประตู!...อ่าวววว

            แล้ว Trip ที่ฉันรอมาตลอดทั้งปีก็ได้กลายเป็นสมรภูมิระหว่างฉันกับ..ยัยนั่น..

            ที่สนามบินภูเก็ต : เราสองอันได้แก่ฉันและพี่เอสเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อตามไปสมทบกับคนอื่น ๆ ในฝ่ายที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ณ รีสอร์ทที่เขาหลัก จ.พังงา  ส่วนเที่ยวบินของยัยนั่นและพี่จุ๋ม (ลูกน้องเก่าของบอสอีกคน) คนละ Flight กับเที่ยวบินของฉันและพี่เอส ฉันและพี่เอสจึงรออยู่เพื่อจะนั่งรถของโรงแรมไปพร้อมกัน  เมื่อทั้งสองท่านมาถึงเราก็เดินไปขึ้นรถ  ยัยนั่นเปิดฉากด้วยการเดินปรี่แทรกหญิงสาวร่างเล็กอย่างฉันเข้าไปเกาะบ่าพี่เอสอย่างสนิทสนม...   1 ดอกเต็มตา กระสุนฝังที่ตาซ้าย  แต่ดูพี่เอสไม่ได้สนใจอะไร

            ระหว่างนั่งรถไป..ไม่มีอะไร  ฉันคงคิดไปเอง เค้าอาจเป็นแค่เพื่อน..สนิทกัน..รึเปล่า?!!

        "เอาไม๊ค่ะ" เป็นประโยคชวนกินหมากฝรั่งที่ดู Friendly ที่สุดของยัยนั่นตลอด Trip นี้และต่อหน้าคนอื่น  เพราะนอกจากนี้แล้วหล่อนไม่เคยอยากจะเสวนาหรือชายตามามองฉันเลย ..ทำไมหนะเหรอ..เพราะในสายตาหล่อน คอยจ้องจับหาโอกาสอยู่กับพี่เอสตลอดเวลานะสิ  แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคนอื่นหล่อนก็จะทำเป็นไม่สนใจพี่เอส...ร้ายกาจที่สุด!!!

            ส่วนฉัน..หญิงชาวบ้านที่ดูวุ่นวายใจตลอดทั้ง Trip ไหนจะมียัยครูประชาบาลที่คอยโทรหาพี่เอสตลอดเวลาตั้งแต่เครื่องยังไม่ขึ้นจนถึงโรงแรม  ไหนจะยัยนั่นอีก..ฉันกลายเป็นผู้หญิงวุ่นวาย(ใจ) กับผู้ชายพายเรือ (พี่เอสที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่) แต่เรือของเราอยู่คนละลำ  ฉันพายเรือตามเรือเค้าที่พายอย่างชิล ๆ โดยมียัยครูประชาบาลคอยถือหางเสือ ส่วนที่กลางลำเรือมียัยนั่นนั่งเคียงคู่กับพี่เอสอยู่ ในมือหยิบดอกบัวที่เก็บมาดมเย้ยฉัน..ฉันพายเรือตามไม่ทัน..เพราะเรือเค้าดันเป็นเรือยนต์...............ไม่อยากจะยุ่งละ  ฉันจะไปตามทางของฉันแล้ว    ..ทว่าสถานการณ์บังคับทำให้ทุกคนยังลอยเท้งเต้งอยู่ในสายน้ำเดียวกันและวังน้ำวนนี้ต่อไป

            ถึงที่พัก คนส่วนใหญ่เดินทางไปเที่ยวเขาสกแล้ว   ฉันจำต้องอยู่กับผู้คนเหล่านี้ต่อไปพร้อมกับแก๊งค์เหล้าของบอส  โชคดีที่มีน้องพริก-เด็กน้อยลูกของพี่ในฝ่ายที่รอวันเที่ยวประจำปีเพื่อจะได้เล่นน้ำและอยู่กับฉัน...น้องพริกคงทำให้ฉันลืมวังวนนี้ไปได้บ้าง เพราะฉันคงจะต้องไปกังวลกับการเลี้ยงเด็กแทน

            แต่ก่อนอื่นต้องเอาของไปเก็บในห้องก่อน

            บอสเดินเข้ามาส่งกุญแจให้พี่เอส-บอสและพี่เอสนอนด้วยกัน

            ส่วนฉันรอกุญแจห้องอยู่ที่เคาน์เตอร์

            บอสผู้ที่รู้แก่ใจว่าฉันกับพี่เอสกิ๊กกันอยู่ก็พูดกับยัยนั่นว่า..

            "อยากเปลี่ยนห้องกับพี่ไม๊..." ยัยนั่นทำหน้าหยีใส่บอส แล้วตอบกลับไปว่า

            "หนูไม่เอาแล้วค่ะ หนูมีของหนูแล้ว" หล่อนชักสีหน้าและหัวเราะคิกคักกับบอส ในขณะที่พี่เอสเดินหนีไป

            ฉันได้ดูละครฉากนี้จนจบ...แต่ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องไปเข้าซีนด้วย  บอสหันมามองฉันพลางยกกุญแจสูงขึ้นแล้วแกว่ง

            "อ้าว...ใครอยากประมูลกุญแจห้องพี่มั่ง?!!"  บอสพูดแล้วยิ้มอย่างสนุกปาก 

            ไม่น่าเชื่อเจ้านายที่เคยสั่งคนทั้งออฟฟิศห้ามแซวฉันหรือพูดจาล้อฉันเรื่องพี่เอสตอนเกิดสถานการณ์ The Holiday เมื่อปีใหม่หลายปีก่อน เพราะกลัวฉันสะเทือนใจ..แต่วันนี้กลับมาทำมันเสียเอง สงครามจึงได้ประกาศขึ้นอย่างเป็นทางการผ่านสหประชาชาติทันที

            ฉันไม่อยากสนใจ..เบือนหน้าหนี   คิดในใจว่าอย่าเอาฉันไปร่วมวงจรอุบาทว์นี้ด้วยเลย  แต่ไม่ว่าจะหนีมันเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีฉันก็อยู่ในวังวนนี้อีกแล้ว

           หลังจากเล่นน้ำกับน้องพริก  ทีมศิลปินอันได้แก่ พี่ตู่ พี่เอส และยัยนั่น..ก็เดินไปวาดรูปที่ริมทะเลกัน  น้องพริกอยากไปทะเล ฉันเลยมีอันต้องร่วมขบวนไปด้วยอย่างเสียมิได้  จนพี่เอสชวนน้องพริกวาดรูปด้วย ฉันจึงต้องเข้าวงเวียนชีวิตไปโดยปริยาย

           วาดรูปกันอยู่สักพักฝนตกลงมาห่าใหญ่ พวกเรารีบวิ่งไปที่ระเบียงห้องน้องพริกที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อหลบฝน  แต่ฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยแม้แต่น้อย  เราจึงสรุปว่าจะวาดรูปต่อที่ระเบียงห้องน้องพริกนี่แหละ  จัดที่ทางเสร็จทุกคนก็เริ่มวาดรูปต่อ มีฉันนั่งดูทุกคนวาดรูปอยู่ห่าง ๆ แต่นั่งอยู่ข้างพี่เอส จังหวะที่เงียบที่สุดอยู่นั่นเอง ก็มีเสียงเพลง "Loving U"  ดังขึ้น...ยัยนั่นร้องเพลงออกมาทำลายความเงียบด้วยท่อนแรก  ตามด้วยท่อนที่ 2 จากพี่ตู่ และเสียงผิวปากสำทับตบท้ายจากพี่เอส...ไพเราะมากกกกก...ส่วนฉัน   -อ้วก-

            ฉันเลยทำลายความโรแมนติกกลางสายฝนด้วยการบ่นว่าหิว  พร้อมกับถามพี่เอส

            "พี่เอสคะ ขนมที่ซื้อมาวันนั้นอยู่ที่ไหนอะ..อยู่ในกระเป๋านี้หรือเปล่า?"

            ฉันพยายามแสดงความสนิทสนมกับพี่เอสบ้าง เปิดฉากยิงกระสุนใส่..แต่ดูเหมือนกระสุนจะถากไป  ไม่มีใครสนใจปืนแก๊บ   มีแต่พี่เอสที่กุลีกุจอหยิบขนมให้ พร้อมบ่นว่าฉันหิวเพราะกลางวันกินน้อยไป..

            หลังจากนั้นมื้อเย็นเราก็เดินทางไปกินข้าวเย็นร่วมกับผู้ร่วมTrip ท่านอื่นที่ไปเขาสกกัน

            ที่ร้าน "ยิ้มยิ้ม"  มื้อเย็นนี้พี่เอสก็ดูสนใจฉันดี จนพี่แฟงที่ตามมาสมทบทีหลังออกปากว่าฉันไม่ต้องกลัวยัยนั่นหรอก..หวานดูเป็นต่อกว่ามาก  ฉันจึงต้องรีบบอกพี่แฟงว่าอย่างเพิ่งสรุปถ้ายังไม่นับศพทหาร..สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น แล้วฉันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่แฟงฟัง  หลังจากนั้นทีมนางเอก (ขอให้เข้าใจว่านางเอกก็คือฉัน) และเพื่อนนางเอกก็เริ่มปฏิบัติการสังเกตยัยนั่นและจัดแจง Build ให้ฉันสู้  แต่ดูเหมือนจะ Build ไปก็เท่านั้นเพราะคนที่คอย Build ยัยนั่นไม่แพ้พี่แฟงก็คือ "บอส" ที่คอยสั่งให้พี่เอสดูแลยัยนั่นตลอดเวลา

            เช้าวันรุ่งขึ้นตามโปรแกรมวันนี้จะไปดำน้ำกัน  ฉันนั่งกินข้าวกับพี่เอสแล้วก็เดินตามกันไปขึ้นเรือ  เค้านั่งท้ายเรือคนละที่กับฉัน แต่ก็เอาของมาฝากไว้   ที่สำคัญนั่งแยกกับยัยนั่นที่อยู่หัวเรือ..โล่งอก   แต่ก็ได้ไม่นานเพราะตอนดำน้ำที่เกาะเจ็ด..ที่แรก   ภาพที่ได้เห็นนอกจากปลาไหลมอเร่แล้ว ยังมีปลาไหลชรากับโลมาตัวแม่ว่ายน้ำเคียงคู่กันมาให้เห็น..เล่นเอาฉันจ๋อยด๋อย  ฉันโดนเล่นตอนทีเผลอ

            ส่วนพวกพี่แฟงและปิ๊กที่เห็นดังนั้นจึงจัดแจงให้ฉันไปแย่งกลับมา..แต่ถ้าเค้าไม่มีใจ เราจะไปแย่งเค้ากลับมาเพื่ออะไร? เค้าอาจจะสมกันดีแล้วก็ได้!

            พอแวะกินข้าวเที่ยงที่เกาะสี่พี่แฟงรีบจัดแจงไล่ให้ฉันไปนั่งกับพี่เอส..และเหมือนเดิมยัยนั่นและบอสตามมานั่งร่วมโต๊ะด้วย  เผอิญที่นั่งไม่พอขาดไปหนึ่งที่ ฉันที่มาพร้อมน้องพริกจึงสละให้น้องพริกร่วมโต๊ะเค้าไป ส่วนฉันแยกไปนั่งโต๊ะข้าง ๆ ด้วยอาการเซ็งเกินบรรยาย   แต่ก็ได้ผลเพราะทุกคนที่ร่วมโต๊ะนั้นต้องหันมาสนใจดูแลน้องพริกกันยกใหญ่

            ถึงเกาะแปดเป็นจุดชมวิวและพักผ่อนถ่ายรูปตามอัธยาศัย ขณะที่ฉันกำลังหมดใจ  พี่เอสก็เดินมาชวนฉันไป...ปีนเขา! เลือกได้เหมาะมาก ดำน้ำเลือกยัยนั่น  กะฉันชวนไปปีนเขา...ถึงแม้จะแอบเซ็ง  แต่ Moment นั้น  ฉันและเค้าก็ Happy ที่สุด   ..ที่จุดชมวิว "หินเรือใบ" เราได้ใช้เวลาร่วมกันโดยไม่มีใครแทรก  ได้กลับมาตาสว่างอีกทีก็เมื่อกลับมาถึงที่พัก  พี่เอสลงจากเรือปุ๊บก็ให้ฉันหยิบรองเท้าให้ แล้วก็ทิ้งฉันไว้แค่ตรงนั้น "ถุงรองเท้า"    พอเค้าได้รองเท้าสมใจเค้าก็หันไปรอยัยนั่น (และพวกพี่จุ๋ม บอส) อย่างเห็นได้ชัด   ฉันถึงกับสลดอีกครั้ง   พอกันที..ฉันจะไปว่ายน้ำในสระไม่สนใจขยะอย่างพวกแกแล้ว...

           ฉันกลับไปที่ห้องเปลี่ยนชุดว่ายน้ำเพื่อมาว่ายอย่างจริงจัง  กลับมาที่สระอีกครั้งภาพที่เห็นคือยัยนั่นเล่นลิงชิงบอลกับสาวๆ ในฝ่ายเราอย่างสนุกสนาน..ในชุดว่ายน้ำสุด x ขาว..หุ่นดี..ฉันคิดในใจ...ยกให้เค้าไปเหอะ ฉันแพ้ละ!

           มื้อค่ำวันนี้มีคาราโอเกะ พี่เอสไม่ได้ร่วมโต๊ะกับฉันเหมือนเคย  ..ฉันไปทีหลังและไม่อยากนั่งร่วมโต๊ะด้วย  แต่ปิ๊กก็แอบเห็นว่าเค้านั่งมองฉันที ยัยนั่นที สร้างความหงุดหงิดกับปิ๊กมาก  ส่วนฉันก็เลิกสนใจเค้าละ เจ้าแม่ Nursery อย่างฉันเต้นสนุกกับเด็ก ๆ ดีกว่า ทั้งน้องพริก น้องโบ้ต น้องปลา ฯลฯ

            ส่วนพี่เอสทำท่าจะกลับไปนอนก่อน เค้าไปเอากุญแจที่บอส..บอสส่งกุญแจให้พร้อมพูดว่า

            "นี่มึงจะไม่ดูแลใครเลยใช่มั๊ย?!!" และคนที่บอสอยากให้พี่เอสดูแลก็คือ "ยัยนั่น"..ที่ไม่ได้กินเหล้าเลยแม้แต่น้อย  ส่วนฉัน พี่แฟง และป๊อก (น้องสาวของพี่แฟง) เมาไวน์กันจะตายหะ  ต้องเดินกลับห้องกันไปเอง  โดยเฉพาะฉันที่ต้องเดินกลับไปเพียงลำพัง..กับไอ้ชาติ..ต่างคนต่างเดิน..

             ขณะกำลังหลับตาลงอย่างเซ็งจิต เสียง SMS ก็ดังขึ้น

             "It's fun party, wasn't it? And fun day too, good night."

             พี่เอสส่ง Message มาราตรีสวัสดิ์ฉัน..ใช่สิ! สำหรับเค้าคงสนุกมาก..  ฉันหลับตาลงนอนพร้อมภาพคนทั้งคู่ดำน้ำเคียงคู่กันแว่บเข้ามาในหัว

             เช้าวันสุดท้ายที่เขาหลัก ทุกอย่างดูสงบและดูกลับสู่สภาพปกติ  มื้อเช้าเค้ามานั่งกินข้าวด้วยเหมือนเคย  แล้วก็ตามไปวาดรูปสีน้ำที่ห้องของฉัน...ไม่ต้องตื่นเต้น  มีน้องพริกไปนั่งวาดด้วย  ฉันนั่งดูอยู่เหมือนเคย  สักพักพี่ตู่ก็ตามมา   ..และท้ายสุด  ยัยนั่นก็ตามมาทำลายทุกอย่างลง

             "พี่ตู่ขา...ตรงนี้ลงสีอะไรดีคะ..หนูทำแล้วไม่สวยอะค่ะ.." เวลาอ่านกรุณาลากเสียงขาให้ยาววววว และออดอ้อนให้มากที่สุดเพื่อเรียกร้องความสนใจอย่างคนพูดด้วย ทั้งที่เจ้าหล่อนเพิ่งขายภาพสีน้ำมันฝีมือตัวเองไป (แหล่งข่าวอันได้แก่ พี่ตู่ แจ้งให้ทราบ)

            ใกล้เวลากินข้าวเที่ยงทุกคนเริ่มระบายสีเสร็จก็ทยอยไปกินข้าว  พี่เอสเริ่มเก็บของไปล้าง  ฉันซึ่งเป็นเจ้าของห้องก็ช่วยเก็บของ..เหลือแต่ยัยนั่นยังนั่งอยู่ ไม่รู้รออะไร  หล่อนให้เหตุผลกับพี่ตู่ว่าจะระบายสีต่ออีกนิด

            ระหว่างนั้นเหลือฉันและยัยนั่นเพียงลำพังที่ระเบียง  ฉันพยายามเก็บแก้วที่ยัยนั่นใช้..เอื้อมมือไปไม่ถึง แขนสั้น..เอ๊ะ! แต่เค้ายังใช้อยู่หรือเปล่า

           "อันนี้ยังใช้อยู่หรือเปล่าคะ?" ฉันถาม

            แทนที่จะมีเสียงตอบกลับกลายเป็นการส่งแก้วน้ำให้แบบไม่มองหน้า แล้วก็เปิดตูดไป พร้อมกับไม่ลืมทิ้งรูปที่ตัววาดไว้เพื่อให้พี่เอสเอาไปให้ทีหลัง..ที่กรุงเทพฯนะ พร้อมกับกล่องสีน้ำมันอีกกล่อง ที่ปัจจุบันรอเจ้าของอยู่ที่ใต้โต๊ะพี่เอสในออฟฟิศ

            สงครามเย็นเป็นอันสิ้นสุดซะที..ฉันคิด  พวกเรากำลังเดินทางกลับ รอเวลารถออกไปยังสนามบินภูเก็ตตอนบ่ายสองโมง  ทุกคนอันได้แก่ ฉัน พี่แฟง ป๊อก พี่เอส พี่ตู่ และบอส นั่ง ๆ นอน ๆ อัดรวมกันอยู่ในห้องเดียวกันข้างห้องยัยนั่น ดูทีวีรวมกันอย่างสนุกสนานสักพัก  ยัยนั่นก็ตะโกนมาว่าจะกินมาม่า..พอดีบอสพกมา  พี่เอสจึงอาสาไปหยิบมาให้   ซีนนี้ฉันและกลุ่มเพื่อนนางเอก (ยืนยันอีกครั้งว่าฉันคือนางเอก) เฝ้าสังเกตการณ์อยู่

           "เดี๋ยวเค้ามากินที่นี่ครับ" พี่เอสแจ้งให้ทราบ  สิ้นเสียงพี่เอส  บอสก็ลุกจากที่นอน กุลีกุจอไปต้มน้ำให้

           น้ำเดือดไป 3 ชาติ หล่อนก็ยังไม่มา  บอสที่ตอนนี้กลายเป็นคนต้มน้ำไปแล้ว เดินไปเรียกที่ระเบียงให้คนอยากกิน มากินได้แล้ว  น้ำเดือดแล้ว...ตอนนี้ถ้าบอสไม่กลัวมาม่าอืดคงชงเสิร์ฟให้ไปแล้ว  ฉันคิดเอาเองว่ายัยนั่นคงนั่งแต่งหน้าอยู่ 

            ขณะที่เวลารถออกใกล้เข้ามาเต็มที  ยัยนั่นจึงนวยนาดเข้ามากินมาม่าในห้อง  พร้อมกับพูดด้วยท่าทีน่าเอ็นดูว่า

             "ไม่ได้หิวหรอกค่ะ แต่พอดีเห็นชามมาม่าที่ข้างห้อง ก็เลยอยากกิน.."  หล่อนแจ้งให้ทุกคนในห้องทราบ ...ดีจัง บอสตั้งใจต้มน้ำให้คนที่ไม่ได้ตั้งใจกิน  ที่สำคัญคนอยู่เต็มห้องก็ยังจะต้องมานั่งกินที่นี่อีก  ฉันและกลุ่มเพื่อนนางเอกจึงชี้ชวนกันไปรอที่ล็อบบี้  คนอื่น ๆ จึงทยอยเดินตามมา

             รถตู้เดินทางไปยังสนามบินพร้อมแล้ว  พวกเราจึงเข้าไปรอกันในรถ   ฉัน พี่แฟง และป๊อกเข้าไปนั่งที่ท้ายรถ  พี่เอสตามมานั่งแถวที่สองที่นั่งคู่   ทันใดนั้นภาพที่เห็นเป็นพี่จุ๋มที่รู้จังหวะที่นั่งของตัวเองเป็นอย่างดี  ฉีกไปนั่งที่เดี่ยว   เหลือที่นั่งข้างพี่เอสที่ว่างอยู่ก็มียัยนั่นเข้าไปนั่งสวมทันที

              ระหว่างนั่งรถไปยังสนามบิน  ความสนิทสนมที่มีให้เห็นในเบื้องหน้าตอกย้ำระยะห่างที่พี่เอสมีและรักษากับฉันมาตลอดTrip     ระยะห่างที่พี่เอสมีให้ฉันและยัยนั่นไม่เหมือนกัน และความลวงอะไรบางอย่างที่ยังไม่เปิดเผย แต่ฟ้องด้วยภาพได้เรื่อย ๆ และได้อีก ๆ

              ...กระซิบกระซาบกันข้างหู...หัวแนบหัว...

              ถ้าสงครามสงบไปแล้ว  นี่ก็คงเป็นการทรมานเชลยศึก

              ...เพื่อนเจ็บ!!! 

             พี่แฟงช่วยปลอบใจ-บอกว่าเค้าคุยกันเรื่องการเขียนภาพ

             ป๊อกหลับตา-อยากจะอ้วกใส่คู่ข้างหน้า แต่ที่จริงป๊อกอยากอ้วกเพราะเมารถ

             แก๊งค์นางเอกของฉันเริ่มจะดูเป็นตัวร้ายในบัดดล ..หรือว่าเรื่องนี้ฉันไม่ใช่นางเอก

             แต่ที่แน่ ๆ คงอย่างที่เค้าว่ากัน  ..ผู้หญิงร้าย ผู้ชายรัก...และเรื่องนี้ฉันเป็นคนดี.

<<<

Topic : ประโยชน์ของ Hi5

       Pong Ratta :        หลายๆ ครั้งเรามักจะเห็นประโยชน์ของมันในแง่บันเทิงและกระเดียดไปในทางไร้สาระ  เพราะความเห็นต่าง ๆ ที่เข้ามาโพสท์มันก็แค่เข้ามาและผ่านไป  ประเภทขอเขียนอะไรซะหน่อยสองสามคำ หรือทักมาก็ตอบไปก็แค่นั้น  คนเขียนไม่ได้หวังอะไรพอๆ กับคนตอบ  เพราะความที่ว่ามันก็เหมือนกับสื่ออินเตอร์เนตอื่น ๆ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง "ความผิวเผิน" ไปได้

แต่จากการสังเกตของฉัน  การสร้างกรุ๊ปในหมู่คนเฉพาะกิจ กลับเป็นประโยชน์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ  นอกจากจะไร้สาระอย่างไม่น่าเชื่อแล้ว พวกเรากลับใช้มันระบายความในใจที่อาจพูดออกมาได้ยาก  การเขียนมีเสน่ห์และข้อได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่ง คือ ขณะที่มันต้องใช้เวลามาก เราก็มีเวลาที่จะแก้ไข พิจารณา และค้นหาคำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้  ที่สำคัญกว่านั้น เราสามารถอธิบายมันออกมาได้โดยไม่เคอะเขิน  ขวยอายได้น้อยกว่าการพูดออกจากปาก

นอกจากจะเห็นรายการ "นัดไปแดก" ว่าล่มอยู่บ่อยๆ แล้ว  เราก็พอได้รู้ว่าคนที่เป็นเพื่อนกิน แท้จริงก็ให้คำแนะนำยามเราต้องการความคิดเห็นได้เก่งพอกัน  ในกรณีของบางกระทู้แม้ไม่ได้เล่ารายละเอียด หรือไม่ต้องการแม้ความคิดเห็น ขอเพียงแค่แชร์ความทุกข์ที่มีอยู่กับเพื่อน ๆ เท่านั้น  สุดท้ายก็สัมฤทธิ์ผลอย่างน่าพอใจ

                        ไม่ว่าใครจะเป็นใครใน Hi5 หรือคำถามที่ว่ามันมีไว้ทำอะไร?  วันนี้ก็พอ รู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาก  ขอบคุณผู้สร้างและทุกเรื่องราวที่ทำให้ "วัยรุ่นมีกะตังค์" มีชีวิต        >>>

        เอ่อ..พงมันเป็นอะไรของมัน..ที่โพสท์ไว้ยังกับคำกล่าวสุนทรพจน์ตอนได้รับรางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยม

<<< Shana :     เหอะ ๆ ๆ

                        ตอนตั้งขึ้นมา ก็นึกว่าจะได้ไร้สาระกันอย่างเดียว และไม่แน่ใจว่าจะเห่อกันไปได้นานแค่ไหนเหมือนกัน

                        แต่ก็ดูเหมือนว่า มันก็มีอะไร ๆ ดี ๆ มากขึ้นนะ

                       ดีใจเหมือนกันที่มันมีที่เฉพาะสำหรับพวกเราขึ้นมา  ถ้าใครมีอะไรหรือไม่รู้จะไปทางไหน ก็ขอให้นึกถึง "ที่ตรงนี้" ละกัน  ไม่ได้หมายถึงบอร์ดนะ  แต่หมายถึงที่ที่พวกเราอยู่อ่ะ ซึ้งมะ..อะไรนะ..จะอ้วกเหรอ -_-‘

                             ไม่ว่าใครจะมีเรื่องไหน อย่างไร ก็จัดมาได้เลยตามสันดาน

                             เพื่อน ๆ พร้อมอยู่ละ มี Feedback แน่ ๆ ไม่ต้องห่วง

                            แต่ก็นะ ไม่ได้หมายความว่าต่อไปมันจะเป็นไปในแนวมีสาระมากขึ้น  เพราะพวกเราคงมิอาจทิ้งความไร้สาระในกมลสันดานออกไปได้แน่ ๆ   ยิ่งถ้ารวมกัน  เมื่อไหร่ ก็ไร้สาระขึ้นได้อีกเป็นเท่าทวีคูณ..ปลื้มมมม

   hwan :                    วาทะ คารม คมเหลือ..ชอบอะ

   Au K :                     ก็ทั้งเซอร์ไพรส์และปลาบปลื้ม กับปรากฏการณ์นี้เช่นกัน

  GO33o  GO33o :      ประทับใจ ปลาบปลื้ม ตั้งแต่ได้อ่าน  แต่ก็รอเพื่อนคนอื่นมาตอบก่อน แล้วจึงค่อยตามมาเสนอหน้า กลัวเด๋วผิดประเด็น  เพื่อนมะอยากเจ็บ

   mam muay :            เฮ้ย..  พวกเราก็สาระกันได้นะเว้ย

                                  แม้จะไร้สาระมากไป แต่พวกแกเคยคิดไหม

                                  เวลาพวกเราแยกกันอยู่มักจะมีเรื่องเครียสของใครของมันตลอด

                      แล้วเอาเข้าจริงพอนัดเจอกันเพื่อมาระบายเรื่องเครียส  อยู่รวมกันครบก็ไม่เคยมีใครบ่นเรื่องเครียสอะไร  มีแต่แบ่งกันตลกแดกเสมออออ

  Faro Aero :             เออ จริง 

                                เวลามีสาระก็มีสาระดีเนอะ ไม่น่าเชื่อ  ยังกะคนละคน

                                เวลาแยกกันไป ก็ไปเครียดของใครของมันจริงด้วย  บางทีกรูนั่งเปิดHi5 อ่านกระทู้พวกเมิงแล้วก็นั่งหัวเราะน้ำตาเล็ดในที่ทำงาน อายคนชิบหาย  เค้าบอกให้ fwd ไปให้ ก็ทำมิได้                                                            >>>

          นอกจากความบันเทิงที่ออกแนวไร้สาระที่ได้จาก Hi5 แล้ว   อื่น ๆ ที่ได้โดยเฉพาะกับกลุ่ม "วัยรุ่นมีกะตังค์" ของฉัน  ก็คือ เป็นที่ระบายความในใจ  ไม่ว่าเพื่อนแต่ละคนจะไปเผชิญกับชะตากรรมอะไรมา  เมื่อเข้ามาในนี้พวกเราโดยเฉพาะฉันก็จะได้ถ่ายทอดเรื่องราวตามความรู้สึกที่ได้รับได้เจอมา  ซึ่งบางครั้งเพื่อนบางคนก็แค่เอ่ยว่าเซ็ง จ๋อยด๋อยเฉยๆ ทั้งที่ยังไม่ได้เล่าถึงที่มาที่ไปหรือสาเหตุเลยแม้แต่น้อย กำลังใจของเพื่อนที่เข้ามาตอบก็มีให้อย่างท่วมท้น ไม่แพ้การหาทางออกของปัญหาให้กับเพื่อน   แต่หลัก ๆ ก็คือเราสามารถรับรู้เรื่องราวของเพื่อนได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน อาศัยเพียงแค่เทคโนโลยี         

          ใช่!  ชะตากรรม.. ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามทุกคนล้วนมีชะตากรรมเป็นของตนเอง ชะตากรรมที่แต่ละคนได้เจอะเจอบางครั้งก็เอามาบอกเล่าผ่านสิ่งนี้   ความรักก็เป็นอีกชะตากรรมหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอ  ..ความรัก คือ ชะตากรรม..

           กับความรัก...บางคู่รักกันมาก รอแค่ความตายมาพรากจากกัน

           บางคู่อยู่กันไปวันๆ เพียงเพื่อรอวันตายจาก

           บางคนรักเค้าข้างเดียว รักอยู่อย่างนั้นไม่เคยบอก

           บางคนก็บอกไป สุดท้ายได้กินแห้ว

           บางคนก็บอกไป สุดท้ายได้ลงเอยแต่งงานกัน อยู่กินกันอย่างมีความสุข

           บางคนก็บอกไป สุดท้ายคบกันไปก็ไม่ถึงฝั่งฝัน

           บางคนแอบรักเค้าไม่ทันได้บอก...คนที่รักก็มาจากไปซะก่อน

           บางคนก็รักคนที่เค้ามีเจ้าของแล้ว

           บางคนก็ไม่รู้จะรักใคร

           บางคนก็ไม่มีใครรัก

           บางคนก็รักทุกคน

                  ฯลฯ

          ความรักมันก็มีหลายชะตากรรม หลาย ๆ สูตร หวาน ขม มากน้อยต่างกัน  แล้วแต่ว่าใครจะเจอสูตรไหน หวาน ขม ถูกปากมากน้อยต่างกันไป จะเลือกกลืน อมไว้ หรือคายออกมาเป็นทางออกสุดท้ายก็แล้วแต่ความสามารถส่วนบุคคล  บางทีความรักก็อาจจะเป็นแค่บทเรียนบทหนึ่งในชีวิตที่สอนให้เรารู้จักการให้หรือการเสียสละ  ส่วนตัวฉันเองไม่เชื่อว่าจะมีอะไรที่เราได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไรไป ไม่เว้นแม้แต่ความรัก  ส่วนชะตากรรมของฉันเองก็ไม่เคยหวานอย่างชื่อเลย มีแต่เพียงอดีตของคนที่เคยหวานเท่านั้น

           "ถ้าผมรักหวานได้ ผมคงรักไปแล้ว..มันจะได้จบ ๆ ไป  แต่ผมไม่ได้รัก  ผมพยายามแล้วมันทำไม่ได้"  จริงอย่างที่พี่เอสเคยพูด

           ถ้ามันทำกันได้ง่าย ๆ  รักกันได้ง่าย ๆ เช่นนั้น  ก็คงไม่ต้องมีใครเสียใจ

            เช่นกัน..ถ้าเราเลิกรักใครได้ง่าย ๆ เราก็จะได้ไม่ต้องทนเสียใจอยู่อย่างนี้

            ฉันได้แต่ยอมรับในชะตากรรมที่เกิดขึ้น  เราคงไม่ได้คู่กันจริง ๆ   ..ถ้าวันนั้นฉันไม่โทรไปบอกว่ารักเค้า วันนี้ฉันก็คงอยู่คนเดียวอย่างนี้อยู่ดี   ในความเป็นจริงฉันเลือกที่จะโทรไป และวันนี้ฉันก็ยังต้องอยู่คนเดียว  ..นี่คือ "ชะตากรรม"   แต่ทั้งสองทางเลือกต่างกันตรงที่ หนึ่งในนั้นทำให้ฉันได้มีช่วงเวลาที่ดีกับพี่เอส ได้เห็นและสัมผัสแง่มุมดี ๆ ของความรัก  คงเหมือนที่หวีเคยบอก

          "มีรักก็ทำให้เกิดสุข เศร้า ดีใจ เสียใจและอีกมากมาย  แต่ถ้าไม่มีใครเลย มันก็มีแค่เหงาอย่างเดียวไง"  ฉันและคงอีกหลาย ๆ คนเลือกที่จะมีรักเพราะคุ้มดี..ได้หลายอย่าง

                        "เกลียดความรักที่ทำให้เราต้องเสียใจ  แต่ยังค้นยังคอยจะหามันเรื่อยไป

                        เจ็บไม่จำทั้ง ๆ ที่รู้ สุดท้ายที่รออยู่คืออะไร.. 

                        เกลียดความรักที่ทำให้เราต้องร้องไห้  แต่ก็เหงาถ้าไม่มีเขาก็ไม่ได้...

                        อยู่คนเดียวมันยังไม่พอ ต้องขอใครสักคนเข้ามาทำให้ใจเจ็บช้ำ.. ไม่เข้าใจ..."

            ฉันฟังเพลงของ Tattoo Colour  ระหว่างนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน

            จริงอย่างเนื้อเพลง ..ไม่แปลกใจเลยทำไมคนเรา ไม่ว่าจะเคยเจ็บช้ำมาเท่าไหร่ สุดท้ายก็ยังอยากจะมีความรักอีกอยู่ดี

            ออกจากรถไฟฟ้า BTS  ฉันลงบันไดไปยังทางออก  ชายหนุ่มที่วิ่งลงบันไดแทรกไป..คือ    พี่เอส   ฉันไม่ได้ดีใจเหมือนทุกครั้ง แต่ที่ทำเหมือนทุกทีก็คือ ฉันวิ่งตามไป  และเหมือนทุกครั้ง..ฉันเหนื่อย

            พี่เอสไม่เห็นฉัน..  ทันใดนั้นเอง  เหมือนแบตฯหมด ฉันก็หยุดวิ่งซะงั้น   ..ฉันยืนนิ่ง ๆ อยู่ที่ชานชาลา  ยืนอยู่เฉย ๆ มองดูเค้าก้าวพ้นประตูรถไฟฟ้าใต้ดินเข้าไปด้านในขบวนรถ

            ปึก! เสียงประตูกระแทกปิดลงพร้อมกับภาพรถไฟฟ้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไกลออกไป    เรื่อย ๆ ๆ จนลับสายตา เหลือเพียงแต่ความมืดของอุโมงค์..และฉันที่ยืนอยู่คนเดียวกลางชานชาลาในตอนนี้

            การหยุดวิ่งตาม ทำให้ฉันไม่ต้องหอบหรือเหนื่อย

            ชะตากรรมเดิมแต่ฉันเลือกที่จะไม่วิ่งตามเหมือนทุกครั้ง ฉันไม่เหนื่อยอีกต่อไปแล้ว..

            ถึงออฟฟิศทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ  ฉันนั่งทำงานจนเย็น  วันนี้เป็นวันศุกร์..อย่างเคยทุกคนกลับกันเร็ว  ทุกคนเริ่มทยอยกลับบ้าน..แต่ฉันไม่   บ้างก็สังสรรค์กันเองในหมู่เพื่อนร่วมงาน บางคนก็นัดกับเพื่อนที่อื่น บางคนก็นัดแฟน  ส่วนฉัน...วันนี้ไม่มีนัด..แต่ก็ไม่ได้รอใคร

            ฉันเข้า Hi5 เปิดดูหน้า Profile ของตัวเอง

<<<

Hwan : My Profile (182 Views)            >>>

        ทันใดนั้นสายตาก็ไปสะดุดกับ Update Status ของเพื่อน

<<<    

          SSS

        ความรักทำให้การหายใจมีชีวิต              >>>

        ที่ Status ของพี่เอสมีการ Update ไว้  "ความรักทำให้การหายใจมีชีวิต"

        ใช่.. ความรักทำให้การหายใจมีชีวิต..  แต่ความรักตัวเดียวกันกำลังทำให้คนอีกคนหนึ่งหายใจไปแบบไร้ชีวิต.

9. ใจร้าว

posted on 04 Jun 2009 17:32 by hwannaa  in Fiction

       นานมาแล้ว สมัยเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย  อยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิต  เศรษฐกิจก็ไม่ดี..ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจทำอะไรดีระหว่างเรียนต่อกับประกอบอาชีพ   การที่ไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยอีก  ทำให้พลอยไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนไปด้วย  ต่างคนคงต่างหาหนทางของตัวเองอยู่  ท่ามกลางความสับสนโชคชะตาก็กระหน่ำซ้ำเติมด้วยการบอกเลิกของแฟน เหมือนเป็นการตอกย้ำให้จิตใจว้าวุ่นสับสนขึ้นไปอีก  เหตุผลของการเลิกกันในครั้งนั้นเป็นเพราะความไม่แน่ใจของเค้าที่คิดว่าฉันยังไม่ใช่  การคบกันต่อไปคงไม่ได้ช่วยให้ถึง "ปลายทาง" ได้  ความรู้สึกตอนนั้นเรียกได้ว่า "เคว้งคว้าง"  ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป

       ห่างกันไปซักพัก  ในที่สุดด้วยความผูกพันและเราก็ต่างยังไม่มีใคร  การไปไหนต่อไหนและยังทำอะไรด้วยกันเสมอ ทำให้เราก็ต้องกลับมาคบกันอีก...ดี ๆ เลิก ๆ..เลิก ๆ ดี ๆ ..ประคับประคองกันมาเรื่อย จนฉันได้ทำงานที่ค่อนข้างมั่นคง ชีวิตดูลงตัว.. "ปลายทาง" ที่ว่าก็ไม่เห็นมาถึงซะที

        7 ปี...เลขอาถรรพ์พอดิบพอดี  เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงาน เรานัดเจอกันตามปกติ

        "หวาน..ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย"  ฉันสังเกตอาการเงียบงันนั้นอยู่นาน เห็นแล้วก็พอจะรู้ได้  ท้ายที่สุดก็เลิกกันไปตามระเบียบ เหตุผลไม่มีการพูดถึง...เหมือนเดิมจนไม่อยากฟัง...โอกาสไม่ว่าจะให้ไปกี่ครั้งก็ไร้ความหมาย   ถ้าคนมันไม่มีใจและไม่เห็นค่า...

        หลังจากนั้นไม่นานเค้าคนนั้นก็มีแฟนใหม่คือคนที่ฉันนึกไม่ถึง เพราะระยะหลังที่เราเจอกันผู้หญิงคนนั้นมักจะโทรมาหาเค้าเสมอ

        "ไม่มีอะไร"  เค้าบอก

ฉันเลือกที่จะเชื่อคำพูดนั้นและเลือกที่จะไว้ใจ  แต่มันก็ไม่น่าปวดใจเท่ากับการที่เค้า    แต่งงานกันหลังจากนั้น 1 ปี แล้วก็เลิกกันหลังแต่งงานได้ไม่เท่าไหร่   การที่ฉันปล่อยเค้าไปอย่างง่ายดายเพราะคิดว่าเค้าจะเจอคนที่ใช่  กลายเป็นแค่ความต้องการที่จะเอาชนะของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้จักค่าของความรัก...

        การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี  ด้วยเหตุนี้ฉันเองก็ยังคบกับเค้าอย่างเพื่อนเรื่อยมา  เวลาก็ล่วงเลยไปจนเค้าไปเรียนต่อต่างประเทศ  ฉันเองก็กำลังไปได้สวยในหน้าที่การงานและมีโอกาสได้คบใครอีก  แต่ก็ไม่นาน..นับหน่วยเป็นเดือนเห็นจะได้  เหตุผลที่เลิกกันก็ยังคงเป็นเหตุผลเดิมที่คุ้นเคย..ฉันยังไม่ใช่...ที่ใช่คือ โชคดีที่ฉันรอดมาได้...

        ปัจจุบันท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำเวียนมาอีกรอบ  ฉันกำลังสับสนกับงานที่ทำ อยากเปลี่ยนงาน  สับสนกับความสัมพันธ์ของรักครั้งล่าสุดว่าจะดำเนินมันต่อไปยังไง..ฉันชอบเค้าคนใหม่ ในขณะที่เค้าเองคิดว่าฉันเป็นแค่เพื่อนหรือน้องสาวคนหนึ่ง...มันจะ "ฝืน" เกินไปหรือเปล่า?

        แล้วเค้าคนเดิมก็กลับมา..ฉันไปเจอตามปกติ  ในใจแอบคิดและกลัวว่าจะพบกับคำถามบางคำถามที่ตัวฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะตอบยังไง

        เค้าเดินดูของและพูดคุยกับฉันตามปกติ  ขณะที่ฉันเองอยากให้วันนี้มันผ่านและจบไป โดยเร็ว  กินข้าวเย็นเสร็จทุกอย่างเหมือนจะจบ  แต่เค้าดันชวนฉันนั่งต่อที่ลานเบียร์รับอากาศเย็นเพื่อพูดคุยกันต่อตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน

        "แต่ฉันไม่กลับดึกนะ วันนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย"  ฉันออกตัวไว้ก่อนทั้งที่จริง ๆ แล้ว ฉัน    ไม่ต้องทำอะไร

        นั่งฟังเพลงสักพัก ฉันจึงถามถึงแฟนของเค้าที่เลิกกันไปแล้วอย่างเสียมิได้...ทั้งที่แต่งงานกันแล้วแท้ ๆ กลับเลิกกันไปโดยไม่บอกกล่าว..เค้าไม่ได้เล่าอะไรมากนัก  ได้แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไร  ..ก็เลิกกันแล้ว ให้มันจบ ๆ ไป..ตามนั้น

        "แต่เรายังรักหวานอยู่นะ..."   แล้วสิ่งที่กลัวก็ได้เกิดขึ้นอย่างที่คิด  แต่ที่ไม่ได้คิดก็คือสิ่งที่จะตอบกลับไป..ฉันมองตาคู่นั้นให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะพูดออกไป

        "ฉันเฉย ๆ ล่ะ...อืมมมมม    มันไม่เหมือนเดิมแล้ว..อย่ามาเอาอะไรแน่นอนกับฉันเลย..."

        เสียงเพลงจากเวทีเงียบลงพร้อมกับเสียงฉัน  พูดจบฉันหันไปมองที่เวทีแทน  ภาวนาให้ทุกอย่างจบลงแค่นี้...เสียงโซโลกีต้าร์เพลง "ยินยอม" ของอัสนี-วสันต์ ก็ดังขึ้น  ตามด้วย "ใจกลางความเจ็บปวด" ของ Crescendo และอีกเพลงเป็นเพลงที่ 3 ...ท่ามกลางผู้คนและเสียงเพลงดังไปทั่วบริเวณ บนโต๊ะนี้เงียบสนิท..เงียบไปถึง 3 เพลง.....ฉันทนรอสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปไม่ไหว ตัดสินใจทำลายความเงียบลงด้วยบทสนทนาอื่นแทน...

        คิดแล้วก็น่าขันในขณะที่ฉันต้องการใครบางคนมากที่สุด..ที่ตรงหน้าก็มีคนมาบอกรัก  แต่ว่าฉันไม่ต้องการ  ทั้งที่เมื่อก่อนฉันเองก็คิดว่าขาดเค้าไม่ได้...ตอนนี้ฉันกลับต้องการคนอื่นที่เค้าไม่ต้องการฉัน  ตอนนี้ฉันเข้าใจความรู้สึกของ.. "เค้าคนใหม่" แล้วว่าเค้า "ฝืน" แค่ไหน

         ฉันไปไหนกันเค้าคนเดิมอย่างฝืนทนไม่อยากไป ก็คงไม่ต่างอะไรกับที่เค้าคนใหม่ไปไหนกับฉันอย่างเสียมิได้...ฉันอยากกลับเร็ว ๆ  ไม่อยากเดิน ไม่อยากดูหนัง ไม่อยากไปเที่ยวไหนกับ เค้าคนเดิมแล้ว ในทางกลับกันเค้าคนใหม่เวลาอยู่กับฉันก็คงอยากกลับบ้านใจจะขาด..เค้าคงไม่อยากเดินเล่น ดูหนัง หรือไปไหนกับฉันเหมือนกัน

        จะบอกว่ามันเป็นเรื่อง "จังหวะและเวลา" ที่ไม่ตรงกัน  "บุพเพสันนิวาส" "วาสนา" หรือ "บุญกรรม" ที่ทำร่วมกันมา...อะไรก็ตามแต่  สำหรับฉัน "ชีวิตมันเล่นตลก"  และฉันตลกไม่ออก  มันร้าว ๆ อยู่ข้างใน  แต่ยังดีใจที่ได้เป็นคนเลือก  ถึงแม้สิ่งที่เลือก ฉันจะเลือกตามเสียงหัวใจร้าว ๆ ของตัวเองก็ตาม ตอนนี้ฉันกับเค้าคนใหม่  เราไม่ได้เป็นอะไรกัน  สิ่งที่เคยทำด้วยกันหลายอย่างเราไม่ได้ทำร่วมกันแล้ว...

        ..ถ้ารู้ว่าวันนั้นฉันจะได้จับมือเค้าเป็นครั้งสุดท้าย..ฉันจะจับมือนั้นให้แน่นยิ่งกว่าที่เคยทำ

        ..ถ้ารู้ว่าวันนั้นฉันจะได้มองเค้าอย่างเต็มตาเป็นครั้งสุดท้าย..ฉันจะไม่อายที่จะมองดวงตาคู่นั้นนาน ๆ  

        ..ถ้ารู้ว่าวันนั้นฉันจะได้ไปเที่ยวกับเค้าเป็นครั้งสุดท้าย..ฉันจะยื้อเวลานั้นเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันให้นานที่สุด

        ..ถ้ารู้ว่าวันนั้นการชวนไปค้างต่างจังหวัดกับเค้าและเพื่อนเป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเค้า..ฉันคงจะไม่ปฏิเสธ

            น่าหัวเราะเยาะให้กับตัวเองที่เลือกทำทุกอย่างตรงกันข้าม แล้วก็ร้องไห้ให้กับทุกอย่างที่ไม่มีทางหวนคืนมา 

            ฉันยังเศร้าและร้าวใจกับโศกนาฏกรรมล่าสุดของตัวเอง  ตอนนี้ฉันกลับมาใช้สถานะ "โสด" อีกครั้ง

            ระยะห่างระหว่างฉันกับพี่เอสมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งวันก็ยิ่งห่าง  ความสัมพันธ์ของพี่ชายกับน้องสาวดำเนินไประหว่างมื้อเที่ยงของวันทำงานเท่านั้น   นาน ๆ ทีจะมีโทรศัพท์นอกเวลางานสักหน  SMS ที่เคยมีนับวันก็ยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ   เสียงกีตาร์และเพลงที่เคยร้องผ่านโทรศัพท์..จำไม่ได้แล้วว่าเคยฟังครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่...

            เมื่อเลิกกับแฟนฉันก็กลับไปหาเพื่อนตามระเบียบ

            ฉันเข้าไปใน Hi5 กลุ่มวัยรุ่นมีกะตังค์ยังอยู่ที่เดิม  วันนี้มี Topic ใหม่

<<<

            Topic : ชั้นเหนื่อย

Au K :                    วันนี้ชั้นเหนื่อย ชั้นมีอะไรจุกอยู่ที่อก

                              ฉันกินข้าวไป ..แล้วน้ำตามันก็ร่วงลงมาเอง

                            เหมือนแนคในเรื่องเด็กหออ่ะ...ไม่วายเข้าเรื่องเด็กหนุ่ม ๆ

                           เอาเป็นว่าชั้นเหนื่อยใจ พูดไม่ได้ แค่มาระบายอ่ะ ..ขอบใจ

Shana :        อยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ (ภัครมัย)

            ทำนองนั้นใช่ไหม

                    เหนื่อยนักก็พักน่อ หรือลองเดินออกมามองปัญหาห่าง ๆ

                    ปัญหามันอาจจะดูเล็กลงก็ได้ ..ชีวิตมันก็แค่นี้ว่ะ

                    เอาใจช่วย ๆ                                           >>>

        อ้าวว..ไม่ได้มีแต่เราที่เศร้า  เพื่อนเราก็ทุกข์อยู่หรือนี่   เห็นทีคงต้องทำหน้าที่กันซะหน่อย

<<< hwan :          ดีใจ..ที่เพื่อนเข้ามาระบาย

                             ไม่เข้าใจ..ว่าเพื่อนเหนื่อยเรื่องไร

                             เสียใจ..ที่บางทีอาจจะช่วยอะไรเพื่อนไม่ได้..(เพราะไม่รุเรื่องว่าตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้น)

                              แต่จะเอาใจช่วยซำเหมอเน้อ..จะพยายามหาทางออกให้นะà จงไปดู Topic ที่ 33

      mam muay :            เพื่อนต้องการเพื่อนอ่ะ

                                       ตกลงไหม

      hwan :                       ... -_-‘...                                                >>>

        ตกลงมันจะรู้เรื่องกันมากขึ้นไม๊เนี่ย!

<<< Au K :          ไปอ่าน Topic ที่ 33 มาแล้ว  

                             เจอกับปัญหาของเพื่อนเพิ่มขึ้นอีก 1 เรื่อง..ปวดหัวแทน

                             ส่วนทางออกล่าสุดที่อ่านเจอคือ..แปะไมค์ไว้ที่หน้าผาก เพื่อเล่นเดอะ   มิวซิเคิลต่อไป -_-

                            แต๊งคุณหมวย..วันนี้โดนชั้นระบายใส่ไป 1 ยก

                             จริงอย่างที่คุณหมวยว่า เพื่อนต้องการเพื่อน..ไว้ Featuring ในเกะกันเพื่อระบายอารมณ์ หุ หุ

      Whee Un :                     อืม ๆ..อยากจะช่วยเพื่อนเหมียนกัลล เคยกินไอติมไปน้ำตาร่วงไปเหมียนกัลล 

                                            เข้าใจ..งานนี้หวีเข้าใจ..

                                            ปวดหัวก้อกินซาร่า แล้วก็กลับมาเป็นอุ๊ลาล่ากันดีก่า

      Faro Aero :            เออ เมื่อไหร่นัดเกะ?

                                    น้ำตาก็เป็นแค่เพียง แค่เพียงอะไรสักอย่าง..(ร้องงี้ป่ะวะ? เช้ย เชย)

    GO33o GO33o :            (ฮ)รักค์มันก็เพ็นแค่เกม(ม์)  แค่เกมอะ(ฮ)ไรซัก(ฮ)อย่างฮ์

                                           ถ้าร้องตามนี้ได้ จะพบว่าเหนื่อยมั่ก

                                           ปล. ยังเต้นตามสเต็ป I see u ไม่ได้  เซ็งเรยยย

      Whee Un :                     ใช่ ๆ เจ็บช้ำครวญคราง ไม่นานก็หาย..ใจหายไปเลย หายไปในอากาศ

      Shana :                ....................

                                   Step "I see u" ของไอซ์ แมร่ง แอดวานซ์ว่ะ ตามยาก..เต้นกันลืมแอ๊บเรยยยทีเดียว                                                        >>>

            หลังจากที่ปลอบใจกันไปมา เนื้อหาในกระทู้ก็กลายเป็นการต่อเพลง (เก่าๆ)  และนัดแนะกันไปคาราโอเกะแก้เซ็ง

<<< hwan :                ไอ้ "I see u" นี่มันคือที่ร้อง ดุ่ม ๆ ด๊า ๆ นั่นรึป่าววะ..แฮะ ๆ ไม่ค่อยได้ฟังหนะ ครานี้จะร้องได้กะเค้าไม๊เนี่ยยย..หรือจะเน้นถ่ายคลิปเพื่อนดี..ขำ ๆ

       Au K :                 โอ้โห..ช่วง 4-5 โมงเย็นนี่เป็น Primetime เลยทีเดียว มาเม้นกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

                                   เพื่อนเหนื่อย เพื่อนเครียด..ปลอบกันไปปลอบกันมา ต่อเพลงกันซะงั้น  แถมด้วยการตัดพ้อ Step เทพของศิลปินอีก

                             Topic ไหนที่ตอบเกิน 7-8 อัน แม่งไม่เคยเป็นเรื่องเดียวกับหัวข้อเล้ยยยย สมกะเป็นพวกเราจิง ๆ                              >>>

            มีการตอบรับกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งในกระทู้นี้  และเห็นจะจริงอย่างที่เพื่อนเคยพูดในอีกกระทู้หนึ่ง

            แฟนคือคนที่เราทิ้งเพื่อนไปหาเขา  เพื่อนคือคนที่เรากลับมาหาตอนแฟนทิ้ง

            ตอนนี้ฉันมีแต่เพื่อนแล้ว...

            ไล่อ่านกระทู้อื่นไปจนจบ..อบอุ่นดี  อย่างน้อยเมื่อไม่มีใคร เราก็ยังมีเพื่อน

            ขณะที่ความรักแบบหนึ่งทำให้ฉันเจ็บ  ความรักตัวเดียวกันของเพื่อนและคำว่า "มิตรภาพ" ก็ช่วยบรรเทาให้ฉันหายเจ็บ.