4. ปาฏิหาริย์มีจริง

posted on 06 May 2009 18:08 by hwannaa  in Fiction

          หลังจากคิดเอาเองว่าประสบความสำเร็จจากการไปเรียนทำอาหาร...-_-‘ ..เอ่อ..อันนี้ก็อาจจะกล่าวเกินไป..เอาเป็นว่า  พอได้มีวิชาติดตัวมาบ้าง แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือ "ติดใจ"  อยากเรียนอะไรอีก   รู้สึกดีจังกับประสบการณ์ใหม่ในชีวิต  ที่สำคัญการหาอะไรทำแล้วเป็นประโยชน์ไปด้วยเนี่ย ก็ช่วยให้ลืมอาการปวดใจไปได้บ้าง..ชีวิตกำลังสงบสุข...ราบเรียบ...

           "หวาน พี่ไปเรียนคอร์สพัฒนาตนเองมา.." พี่ในออฟฟิศท่านหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังถึงคอร์สพัฒนาตนเองที่เค้าได้ไปเรียน  เออ..น่าสนใจดีแฮะ

           "พี่เห็นเอ็งตั้งใจทำงาน คอร์สนี้น่าจะมีประโยชน์กับเอ็งนะ  มันเอาไปใช้ได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวเลย...ถ้าเอ็งสนใจก็ลองไปเรียนดู.." แล้วแกก็เล่าถึงเรื่องราวที่แกได้รับหลังจากไปเรียนคอร์สนี้ให้ฉันฟัง

            ความน่าสนใจของคอร์สนี้ก็พอมีอยู่บ้าง แต่คงไม่เท่ากับความสงสัยว่ามันดียังไง? ถึงขนาดที่พี่ท่านนี้ต้องโทร.มาชวนให้ฉันไปเรียน พร้อมทั้งยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเป็นประโยชน์สุด ๆ ด้วยความสงสัยเป็นทุน ประกอบกับความอยากลองประสบการณ์ใหม่มาสนับสนุนอีกแรง  ฉันก็เลยได้ทำกิจกรรมโสดสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตอีกครั้ง

            เคยดูหนังฝรั่งที่ในเรื่องมีพวกเข้ากลุ่มบำบัดไหม?  เช่น  กลุ่มบำบัดบุหรี่สำหรับคนอยากเลิกบุหรี่, กลุ่มบำบัดนักช้อปสำหรับคนที่อยากเลิกช้อปปิ้ง, กลุ่มบำบัดคนติดเหล้าสำหรับคนอยากเลิกเหล้า ฯลฯ  บรรยากาศของคอร์สที่ฉันไปเรียนคราวนี้ออกแนวอย่างในหนังเลย ผิดกันตรงที่   คนเรียนมีเป็นหลักร้อย

            ในวันแรกผู้สอนที่เราเรียกกันในคอร์สนี้ว่า "โค้ช" เป็นฝรั่ง  พูดถึงการมาสายของนักเรียนตั้งแต่ชั่วโมงแรก  แล้วก็เชื่อมโยงไปถึงเรื่องการให้ Commitment หรือพันธะสัญญากับตัวเองในเรื่องต่าง ๆ ของชีวิต  เนื้อหาสำคัญของสิ่งที่เรียนในวันนี้คือ การให้ความสำคัญกับการกระทำโดยเฉพาะการพูดออกมาให้มากกว่าการคิด..คือบางทีคนเราเอาแต่คิด คิด คิด คิดเยอะ..คิดว่ารู้ คิดว่าจะทำ..แต่ก็ไม่ได้ทำ  เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะหาเหตุผลต่าง ๆ นานามาสนับสนุนเพื่อที่จะไม่ทำอีก หลักๆ ก็ประมาณนั้น  แต่ที่สนุกก็คือ สิ่งที่จะต้องทำเป็นการบ้านตอนพักเที่ยงการบ้านแรก

          "โทร.ไปบอกพ่อกับแม่ว่าคุณรักท่าน แล้วดูซิว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ สิ่งที่เหนือความ     คาดหมาย..หรือความรู้สึกของคุณเมื่อบอกรักท่านไปแล้ว..."

           แปลกแฮะ..  ให้เราโทรไปบอกพ่อกับแม่ว่าเรารักท่าน ทั้งที่เราเองก็รู้ว่าเรารักท่านอยู่แล้ว  ยิ่งกว่านั้นมั่นใจสุด ๆ ว่าพ่อกับแม่ก็ต้องรักเราแน่นอน  ไม่เห็นว่าจะต้องบอกไปอีกให้มันได้อะไร

          "คุณเคยบอกว่ารักท่านไม๊? ลองบอกท่านดูว่าคุณรู้สึกกับท่านยังไง แล้วสิ่งที่เหนือความคาดหมายจะเกิดขึ้นกับคุณ"  โค้ชเค้าว่างั้น

            ก็จริงอีกนั่นแหละ ฉันไม่เคยบอกรักพ่อกับแม่เลยเพราะคิดเอาเองว่า ท่านก็คงจะรู้อยู่แล้ว  หวังว่าถ้าโทรไปบอกท่านแล้ว  สิ่งเหนือความคาดหมายที่ฉันจะได้รับกลับมา คงไม่ได้กลายเป็นว่า ท่านก็รักฉันเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ฉันเป็นแค่เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงนะ...คิดไปนั่น!

           แล้วเมื่อฉันลงมือทำ ทุกอย่างก็ดูผิดคาด  ที่คิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายดาย  ไม่น่าเชื่อ! การที่จะพูดบอกรักคนที่ให้กำเนิดเรามา เลี้ยงเรามา และเห็นเรามาตั้งแต่เล็กจนโต..มันยาก    มากกกก..อึกอัก ๆ อยู่นาน  จนบุพการีสงสัยว่าฉันจะพูดอะไร ฉันยืนถือโทรศัพท์บิดไปบิดมาอยู่นาน  โชคดีที่รอบๆ ตัวฉัน  ผู้คนที่ยืนอยู่ด้วยในเวลานั้นก็มีอาการไม่ต่างกัน

            "ป๋าหนูรักป๋านะ...ขอบคุณที่ป๋าทำให้หนูเป็นหนูอย่างทุกวันนี้"  ประโยคแค่นี้ เล่นเอาฉันยืนบิดตัวแทบขาด  กระดากมาก..พูดไปได้ยังไง (วะ) ตรู..

            แต่ผลที่ได้รับเกินคาดจริง ๆ ..พ่อที่ฉันเรียกว่า "ป๋า" หัวเราะไม่หยุด  ทั้งที่พ่อเป็นคนขรึมไม่หัวเราะพร่ำเพรื่อ  ปากก็พูดว่าฉัน..

            "จะโทร.มาบอกทำม๊ายยยย..  มันก็ต้องรู้กันอยู่แล้ว.." พ่อตอบ 

           ฉันเห็นรอยยิ้มของพ่อได้จากน้ำเสียงโดยไม่ต้องมองเห็นหน้า   ส่วนแม่ผลที่ออกมาก็ไม่ต่างกัน แม่ก็บอกว่ารักฉัน

           เรื่องทั้งหมดอาจดูธรรมดา แต่สำหรับฉันมันไม่ธรรมดาและไม่ง่าย   สิ่งที่รู้สึกได้คือ        "โล่งอก"..ไม่ใช่เพราะว่าโล่งที่รู้ว่ายังเป็นลูกแท้ ๆ ของพ่อกับแม่  แต่ว่า "โล่ง" ที่แค่เราพูดออกไปมันทำให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า ความรักที่เราคิดว่ามัน "มีอยู่" มันมีอยู่จริง ๆ  แค่พูดออกไปก็ทำให้  เข้าใจกันได้มากขึ้น ดีกว่าที่จะมานั่งคิดนั่งนึกกันเอาเองเยอะเลย

           "เป็นไง..ลองทำดูหรือยัง? เอ็งจะโทร.หาใครอีกก็ได้นะ ที่เอ็งรู้สึกว่ามีอะไรคาใจกับเค้า  ลองโทร.ไปคุยเปิดใจกับเค้าดู.."  พี่คนเดียวกับที่แนะนำให้ฉันมาเรียน  วันนี้เค้ามาช่วยโค้ชเด็กใหม่อย่างฉันด้วย

            อืมมม..ฉันมีอะไรคาใจกับใครอีกหรือเปล่า?  ..ไม่มีมั้ง..นึกไม่ออก...

           ตอนบ่ายนั่งเรียนต่อไปยิ่งสนุก  มีการเปิดโอกาสให้คนที่มาเรียนได้พูดแชร์เรื่องของตัวเอง  ช่วงนี้เหมือนดูหนัง   บางคนได้โทรคุยกับพ่อแม่ที่ไม่ได้เจอกันมานาน, บางคนก็โทรหาภรรยาที่โกรธกัน, บางคนก็โทรไปคุยกับพี่สาวที่ทะเลาะกันเพราะเรื่องมรดก ที่สุดแล้วก็จบลงด้วยการปรับความเข้าใจกันได้,  บางคนก็โทรไปหาเพื่อนร่วมงานที่ไม่ชอบหน้าเพียงเพราะว่ามีคนมาบอกว่าเค้านิสัยไม่ดี ฯลฯ

            ใช่! เพื่อนร่วมงาน..ถ้าวันนี้ฉันตายไป  คนที่จะทำให้ฉันรู้สึกคาใจอยู่ก็คงจะเป็นพี่เอส..

            เนื้อหาส่วนที่เหลือก่อนเบรคช่วงบ่าย 3 โมงคือ การสอนให้เราวิเคราะห์สิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหาคาใจ  รู้จักแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่เราได้มา อะไรคือสิ่งที่เราเสียไปในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาทิ..

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ;          อย่างเบา-ฉันกับพี่เอสไม่คุยกัน

                                    อย่างแรง-ฉันกับพี่เอสเลิกคบกันไม่ว่าจะสถานะอะไร

                                    อย่างแร็งค์-พี่เอสไม่รักฉัน

สิ่งที่ได้มา ;                     ฉัน..ทุกข์

                                    ฉัน..ทรมาน

                                    ฉัน..เกลียดชัง

                                    ฉัน..ไม่อยากเจอหน้า

                                    ฉัน..ไม่อยากคุย

                                    ฉัน..ตัดสินว่าเขาไม่ดี

                                    ฉัน..ตัดสินตัวเองว่าโง่

สิ่งที่เสียไป ;                   ความสุข

                                    เพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง

            เมื่อเราหัดแยกแยะอะไรเป็นแล้ว ก็มาลองเขียนจดหมายถึงคน ๆ นั้นไว้เพื่อเป็นพันธะสัญญากับตัวเอง

                                                .

                                                .

                                                .

            ถึง        พี่เอส

                        หลังจากที่เราโกรธกัน หวานก็ไม่อยากพูดกับพี่อีก                     ทั้งที่อยากพูด

                                                                 ไม่อยากไปไหนด้วย                 ทั้งที่อยากไป

                                                                 ไม่อยากเห็นหน้าพี่                    ทั้งที่อยากเห็น   

                                                                 ไม่อยากตอบ SMS พี่                ทั้งที่อยากตอบ

            ก็เพราะหวานไม่ยอมรับนั่นแหละว่า หวานก็ยังชอบพี่อยู่และยังอยากให้เรากลับมาเหมือนเดิม  หวานเลยดูโกรธในบางครั้งอย่างไม่มีเหตุผล, ปั้นปึ่ง, งอนไม่เข้าท่า, หาเรื่อง, บางครั้งก็พูดจาไม่ดี  จนบางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองดูก้าวร้าวกับพี่ด้วยซ้ำไป

            หวานกล่าวโทษพี่ว่า พี่ผิดที่ไม่ชอบหวาน นิสัยไม่ดี ใจร้าย..เลว

            หวานเสียใจและโทษตัวเองว่าโง่ มองคนผิดตลอด

            แต่ตอนนี้หวานรู้สึกยอมรับแล้วว่า  ถ้าเราเป็นแฟนกันไม่ได้ อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้  หวานจะได้คบกับพี่อย่างเป็นตัวเองที่สุด อยากคุยก็คุย อยากไปไหนก็ไป จะได้ไม่ต้องโกรธกัน อารมณ์เสียใส่กัน ทุกอย่างก็จะ Happy

            ความเป็นไปได้ใหม่ของหวานกับพี่เอส ก็คือ การเป็นเพื่อนกัน  อย่างน้อยที่สุดหวานก็จะสุขใจกว่านี้ค่ะ

            สิ่งที่จะต้องทำต่อไปหลังจากการเขียนจดหมายในช่วงเบรคก็คือ  ..โทรศัพท์

            แล้วฉันก็เลือกที่จะโทรหา "พี่เอส"  เพื่อจะจัดการกับสิ่งที่คาใจข้างในลึก ๆ ..สิ่งเหนือความคาดหมายที่จะได้รับก็คือ  อย่างน้อยคงเป็นการที่เราจะได้กลับไปคุยกันอีกครั้ง

            ฉันกดเบอร์โทรศัพท์....ไม่มีคนรับสาย   วันเสาร์บ่ายอย่างนี้เค้าคงดูหนังอยู่กับผู้หญิงคนนั้น..คนที่ไปงานปีใหม่    ..นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่?  อุตส่าห์พ้นจุดเจ็บนั้นมาได้แล้วแท้ ๆ  ยังจะวนมาหาเรื่องเจ็บซ้ำที่เก่าอีก

            ระหว่างกำลัง Reload ข้อมูลเดิมกลับสู่สมองแล้วสั่งงาน Rerun กลับไปบีบคั้นหัวใจอีกครั้ง  เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หยุดการทำงานทั้งหมดลง ..หยุดแม้กระทั่งลมหายใจ..พี่เอสโทรกลับมา

            "หวานมีเรื่องจะคุยด้วยค่ะ..คุยได้ไม๊?" ฉันถาม

            "เอ่อ..พอดีผมเรียนวาดรูปอยู่ เดี๋ยวผมขอล้างมือก่อนนะ อีกแป๊บผมโทรกลับ" พี่เอสตอบ

             เค้าไม่ได้ดูหนังล่ะ....ว่าแต่..แล้วถ้าเค้าโทร.กลับมาฉันจะพูดว่าอะไรล่ะ  อันนี้ลืมนึกไป งานเข้าทันที!  ฉันได้คิดอยู่สักพักยังไม่ทันได้เรียบเรียงดี พี่เอสก็โทรกลับมา

         "หวานมีเรื่องจะบอก" สิ่งที่เรียบเรียงอยู่เมื่อครู่ค่อย ๆ ออกจากปากอย่างตะกุกตะกัก อึกอักยิ่งกว่าบอกรักพ่อกับแม่

         ฉันบอกเค้าว่า ฉันรู้สึกไม่ดีที่ไม่คุยกับเค้า เป็นทุกข์มากมาย  รวมถึงโกรธในบางครั้งที่นึกถึงสิ่งที่เค้าทำ คือบอกว่า "ไม่รักฉัน"  ฉันตัดสินว่าเค้าผิด  แล้วฉันก็ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่อยากทำกับเค้า ทั้งๆที่ฉันอยากจะทำ ไม่ว่าจะเป็นการไม่พูดด้วย ไม่มองหน้า หรือว่าไม่ตอบ Message   ยิ่งพักหลังที่ได้เริ่มคุยกันบ้างแล้ว ก็ยิ่งทำให้ได้รู้ว่าตัวเองยังชอบเค้า..รักเค้าเหมือนเดิม  ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ก็ไม่ได้รู้สึกเปลี่ยนไปเลย  เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ฝืนทำสิ่งที่ไม่อยากทำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลี่ยงไม่คุยด้วยหรือทำโกรธใส่  แต่ที่โทรมาบอกอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเอาคำตอบว่าเค้าคิดยังไง แค่อยากจะบอกเฉย ๆ ว่าตัวเองคิดยังไงและจะไม่ฝืนทำสิ่งที่ไม่อยากทำอีกต่อไปแล้ว...

          บอกเสร็จก็รู้สึกโล่งอก พร้อมจะวางหูทันที ไม่มีรอฟังเสียงจากปลายสาย..เพราะจริงๆ แล้ว ก็กลัวคำตอบที่จะกลับมาเหมือนกัน

           "ผมขอพูดอะไรมั่งได้ไม๊?" น่านนนน..งานเข้าละฉัน 

           ดูเหมือนเรื่องของฉันจะบานปลายเสมอ

           "พี่ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้..หวานแค่จะบอกเฉยๆ ไม่ได้จะเอาคำตอบอะไร" ฉันบ่ายเบี่ยงยืนยันกลับไป

           "ขอผมพูดมั่งไม่ได้เหรอ.." พูดซะขนาดนี้ ฉันคงต้องยอมให้เค้าพูดไป

           "ผมชอบหวานมากๆ เลย  หลายครั้งที่ผมคิดถึง อยากคุยด้วย  แต่หวานดูไม่อยากคุยกับผม เวลา Message ไปก็เงียบหายไม่ตอบ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง.."

            ฉันฟังแค่ประโยคแรกก็หูอื้อไปแล้ว  สิ่งสุดท้ายที่จำได้ก็คือ "ยิ้ม" ฉันยิ้มไม่หุบ..

            "แล้วกับเพื่อนคนนั้นไม่ได้คบกันเหรอ?" ฉันถาม

            "ไม่ได้คบกันครับ มันเป็นไปไม่ได้  เราต่างกันมาก มันไม่ใช่...  แต่กับหวานเราชอบอะไรเหมือนๆ กัน  ความคิดอะไรหลาย ๆ อย่างมันคล้าย ๆกัน มันใกล้..ใกล้มาก ๆ"

            ฉันยังยิ้มอยู่ ท่าทางจะหุบยิ้มลงยาก  คนรอบข้างตอนนี้เดินหายไปหมดแล้ว  คงเพราะคิดว่าฉันบ้า

            "แล้วทำไมไม่บอกหละ ปล่อยให้เค้าเสียใจอยู่ได้ตั้งนาน"  ฉันตัดพ้อไป..ก็ฉันเสียใจอยู่ตั้งเป็นปี

             "ก็จะให้ทำยังไงหละ..อยู่ดี ๆ จะให้เดินไปบอกเหรอ.." พี่เอสพ้อกลับ

             "ยิ่งได้ยินคนในออฟฟิศบอกว่าหวานมีแฟนแล้ว เลยไม่กล้า... ตอนแรกที่หวานโทรมา ยังนึกว่าหวานจะโทรมาบอกว่าจะแต่งงาน..เลยไปทำใจอยู่ตั้งนาน ก่อนจะโทรกลับมานี่"

             ไปกันใหญ่ ใครกันนะ..ผู้หวังดี..แต่มีข่าวผิด  ฉันอยู่เป็นโสดมาหลายปี แต่เป็นที่รู้กันในออฟฟิศหรือนี่ว่า...ฉันมีแฟนแล้ว!

              "แล้วจะยังไงต่อหละ?" ฉันเริ่มอยากรู้ตอนจบของเรื่องนี้

              "เราอยู่ออฟฟิศเดียวกัน มันจะดีเหรอ..ถ้า....."

              พี่เอสยังไม่ทันพูดจบ ฉันก็รีบจบบทสนทนา  พอจะเข้าใจได้อยู่

              ถ้าเราคบกันแล้วดันไปไม่รอดขึ้นมา มันจะยังไงต่อหละ? เพราะเราดันทำงานอยู่ในออฟฟิศเดียวกัน คงมีปัญหาตามมาแน่นอน   แต่ตอนนี้ใครจะสนล่ะ  ในเมื่อเวลานี้ใจเราตรงกัน..

              ฉันกลับเข้าไปเรียนต่อในช่วงสุดท้ายของวัน  แต่ในตอนจบวันฉันกลับรู้สึกเหมือนชีวิตเพิ่งเริ่มต้นขึ้นใหม่  ใจดวงเล็ก ๆ ของฉันรู้สึกพองโต  ที่สำคัญมันเต้นแรงกว่าที่เคย..

              ปาฏิหาริย์มีจริง..ฉันรำพึงอยู่ในใจ

              รักแท้ก็มีจริง..ฉันดีใจกับการรอคอยที่เห็นผลและสิ่งเหนือความคาดหมายที่เพิ่งได้รับ

              ฉันได้รักและในขณะเดียวกัน ฉันก็ได้รับรักตอบ

              ฉันเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในชั่วโมงนี้.

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เออ...

#1 By kitt on 2009-08-16 15:23

มันยาวมาก...แต่น่าสนใจมากเลย

อ่านๆๆๆๆcry

#2 By oOฉันเองOo on 2009-10-01 18:26