3. วิถีคนโสด

posted on 03 May 2009 17:13 by hwannaa  in Fiction

           "โสดอย่างไรให้มีความสุข?!!"  ฉันตั้งคำถามกับตัวเองเมื่ออนาคตความสมหวังในรักของตัวดูมืดบอดและห่างไกลความเป็นจริงยิ่งนัก  เห็นทีคงต้องหาความสุขแบบพึ่งตนเองและอยู่กับปัจจุบันขณะไปเพียงลำพังซะแล้ว

            จริง ๆ ชีวิตโสดเนี่ย..ดีจะตาย! ไม่ใช่ว่าองุ่นเปรี้ยวก็เลยพูดอย่างนี้  คิดดู..

1.   ไม่ต้องปวดหัว; เพราะไม่มีภาระ ไม่มีใครชวนทะเลาะ ไม่ต้องคอยเอาใจใคร ไม่ต้องคิดมากหากทำอะไรไม่ถูกใจอีกฝ่าย ไม่ต้องคาดหวังอะไรกับใคร..นี่แค่เริ่มคิดก็ปวดหัวตึ้บ

2.   ไม่ต้องเกรงใจใคร; จะไปไหนมาไหนกับใครก็ได้ตามใจ กลับดึกก็ได้ไม่ต้องแจ้งให้ใครทราบล่วงหน้า ไม่ต้องรีบกลับบ้านเพราะเกรงใจคนที่รอ หรือไม่ต้องกลับก่อนเพื่อนเพราะสัญญาไว้ว่าจะไม่กลับดึก  แต่งตัวตามใจฉันหรือตามแฟชั่นได้..มีโป๊บ้างตามสมัย ไม่ต้องเกรงใจคนที่เดินด้วยว่าชุดจะไม่เข้ากัน

3.   ประหยัด; เพราะไม่ต้องมีกิจกรรมใด ๆ ร่วมกับใครเป็นพิเศษอันเป็นเหตุให้ต้องออกจากบ้านไปใช้เงิน ทั้งดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว เดินเล่น อันนี้เห็นได้ชัดเพราะตอนนี้ฉันเก็บเงินได้เพียบ

4.   มีเวลามากขึ้น; เพราะไม่ต้องเอาเวลาไปกับใครที่ไหน ชอบทำอะไร อยากทำอะไรก็ทำได้ตามใจ จะเอ้อระเหยลอยชายที่ไหนก็ทำได้ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะไม่พอใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเวลาให้ใครน้อยไปหรือเปล่า

          แต่ข้อสุดท้ายนี้ถ้ามีเวลามากไป บางครั้งฉันก็จะแอบแว่บคิดถึงเรื่องนี้เรื่องนู้นบ้าง ให้มีอันฟุ้งซ่านจิตใจได้ทุกที มีแอบเศร้าบ้างได้ทุกครั้ง..เห็นทีฉันจะต้องหาอะไรทำเพิ่ม นอกเหนือจากการใช้ชีวิตซ้ำซากตามปกติซะแล้ว

          ใช่! ชีวิตซ้ำซาก..ตื่นเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน นอน ตื่นเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน นอน ตื่นเช้า..ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้  ยิ่งถ้าวันไหนไปทำงานแล้วเจอพี่เอส..คุยกันด้วยดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่  ก็มีอันให้เกิดจิตตกซ้ำซาก..

          ฉันเลยเริ่มทำอะไรตามวิถีคนโสดเพื่อแก้เซ็งชีวิตแบบง่าย ๆ อาทิ

          อ่านหนังสือ-ว่ายน้ำ-ออกกำลังกาย  ออกแนวโสดเสริมปัญญาหรือโสดสร้างสุขภาพ  วิธีนี้เป็นประโยชน์และช่วยได้เป็นพัก ๆ

          Shopping อันนี้ออกแนวล้างผลาญทรัพย์สิน ทำอยู่พักนึงถึงแม้จะช่วยได้เยอะ  ทำให้อารมณ์ดีสบายใจตอนซื้อของมา  แต่พอมีสติแล้วดูมูลค่าเงินที่หายไป..แทบเป็นลม   ..วิธีนี้เลยตัดทิ้งดีกว่า

         ทำอาหาร-คิดสูตรอาหารเอง  อันนี้ฉันลองทำให้เหมือนเล่นเกมส์ ลองเล่นเองทำเองดู  วิธีเล่นก็เปิดตู้เย็นแล้วดูว่าในตู้เย็นเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วเราจะทำเมนูอะไรกินดี  หรือลองคิดเมนูที่เคยไปกินตามร้านอาหาร ลองซื้อของมา เสร็จสรรพก็ทำเองดูว่าจะเหมือนที่ซื้อกินไม๊..กินได้บ้าง กินไม่ได้บ้าง  ออกแนวเด็กเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ความสนุกก็ใช้ได้เลยสำหรับคนชอบทำอาหารอย่างฉัน

         ใช่สิ! ทำไมฉันไม่ทำมันให้ได้เรื่องได้ราวไปเลย ไหน ๆ ก็ชอบทำอาหารเป็นทุนอยู่แล้ว  บางทีฉันอาจจะได้อาชีพเสริม หรือถ้ารุ่งฉันก็อาจจะได้อาชีพใหม่   ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องทำงานที่เดิม ไปพบเจอกับคนหน้าเดิม ๆ ..ออกแนวโสดเสริมอาชีพ  หรืออย่างน้อยที่สุดก็เอาเวลาว่างไปหาประสบการณ์อื่นบ้าง เป็นโสดสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตดีกว่า

          รู้ตัวอีกทีฉันก็ไปสมัครเรียนคอร์สทำอาหารเสียแล้ว..ที่สำคัญวันรุ่งขึ้นฉันจะต้องไปเรียน  เรียนคนเดียวแบบไม่มีเพื่อนไปไม่มีใครรู้จัก  นับว่าเป็นการตัดสินใจของตัวเองที่กล้าหาญมาก

          ในที่สุดคนชอบทำอาหารอย่างฉันก็ได้ไปเรียนทำอาหารจริง ๆ จัง ๆ เสียที

          รุ่งขึ้น..เป็นเช้าวันเสาร์อันสดใส  อากาศวันนี้ดีเหลือเกิน...ลมอ่อน ๆ เหมือนจะเข้าหน้าหนาว  แดดเริ่มจ้า..แต่ไม่แรง  กำลังให้ความรู้สึกอบอุ่นได้ที่  ฉันนั่งละเลียดกาแฟมื้อแรกของวันพลางทบทวนถึงสิ่งที่จะต้องทำวันนี้...  ไปเรียนหนังสือที่ย่านอรุณอัมรินทร์   เรียนบ่ายโมง...  วันนี้จะนั่งรถเมล์ไป   ออกจากบ้านซักเที่ยง  ก่อนไปจะซักผ้า    ...วันนี้อากาศดีเหมาะแก่การซักผ้า

            ระหว่างง่วนกับการซักผ้า-ตากผ้า-ล้างจาน-จัดแจงเสื้อผ้าเตรียมตัวออกไปข้างนอก  ในหัวก็นึกไปว่าวันเสาร์ที่อากาศดีอย่างนี้ สำหรับคนอื่นเค้าทำอะไรกันหน๊อออ..หมุนตัวไปมาอยู่ในครัวอันคับแคบของตัวเองอยู่พักใหญ่   เสร็จซะที!  ดูนาฬิกา 11 โมง ได้เวลาอาบน้ำเปลี่ยนชุด แอบนึกในใจว่าจะได้กินข้าวเที่ยงไม๊? จะกินที่ไหนดี?

            ออกจากห้องก็เที่ยงพอดีเป๊ะ  ไปให้ถึงที่เรียนก่อนดีกว่า ให้แน่ใจว่าถึงที่หมายก่อนแล้วค่อยหาอะไรกิน ไม่น่ายาก..ต่อเวลาด้วยการนั่งรถไฟฟ้าไปลงสยาม แล้วค่อยนั่งรถเมล์จากหน้าสยามไปลงปิ่นเกล้า  วางแผนเป็นอย่างดี  ถึงหน้าสยามเที่ยงสิบห้าได้...เหลือเฟือ   คนรอรถที่หน้าสยามไม่มาก มีกลุ่มวัยรุ่นนั่งรอรถอยู่ รอไป ก็ถ่ายรูปเล่นกันไป แอ๊บหน้าถ่ายรูปกันสนุกสนาน  ฉันรอรถอยู่นานจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเด็กนั่นไปแล้ว   รถก็ยังไม่มา  เค้าลางว่าจะไม่ได้กินข้าวเริ่มมา อาการสายเริ่มส่อแววให้เห็น  กว่ารถเมล์จะมาได้..  นานชาติ  แต่ก็ยังไม่สร้างความหงุดหงิดใจให้เท่ากับรถติด เบื่อจริง!!!  ..ประเทศชาติ!!

            เวลาที่รอรถและอยู่บนท้องถนนแทบจะเท่ากับเวลาตลอดทั้งเช้าที่ทำงานบ้านได้ทั้งหมด ต่างกันที่ตอนนี้ฉันได้แต่นั่งเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร นอกจากภาวนาให้ไปถึงที่หมายทันเวลา ...อนาถนัก ออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยงถึงอรุณอัมรินทร์บ่ายสองโมง   สายตามระเบียบ  ฉันเข้าไปในห้องเรียนแทบจะเป็นคนสุดท้าย ที่สำคัญ...หิวข้าวชะมัด...   ทนหิวไปจนถึงบ่าย 3 โมงมี Break ทานของว่าง ฉันเดินไปที่ห้องรับรองแทบจะไม่ทัน  ในห้องมีทั้งของคาวและของหวานให้เลือกทาน  แต่ดีใจได้ไม่นาน..ฉันก็ต้องเศร้า รสชาดของอาหารห่วยมาก...มากจนไม่อาจกินต่อได้ (นี่ฉันมาเรียนทำอาหารผิดที่หรือเปล่าเนี่ย?!!)  ฉันเลยเลือกซดกาแฟรองท้องไปอีกหน่อย ..เลิก...ดีที่แถวนี้อยู่ใกล้ท่าน้ำศิริราช ของกินเพียบ  ห้าโมงเย็นเลิกเรียน  อารมณ์กำลังดีเพราะการเรียนวันนี้แสนจะสนุก..สนุกจนลืมหิว..ตามแผน..ฉันจะไปท่าน้ำศิริราชหาอะไรกิน   แล้วค่อยข้ามเรือไปนั่งรถเมล์กลับบ้านต่อเดียวถึง

            ทว่าเพราะเรียนอยู่แต่ในห้อง เพิ่งรู้ว่าระหว่างเรียนข้างนอกฝนตกหนักมาก แต่ตอนนี้ฝนซาแล้ว ทึกทักเอาเองว่าอากาศน่าจะดี  ฉันทำตามแผน   แต่ที่ไม่อยู่ในแผนก็ตรงที่ฉันจะเดินข้ามสะพานอรุณอัมรินทร์ไปท่าน้ำศิริราชนี่แหละ   มองไปเบื้องหน้าเห็นสะพานลอยขึ้นไปบนสะพานอรุณฯ..ใกล้กว่าที่คิดแฮะ

            ด้วยความที่ฝนตก พื้นเปียกมีน้ำท่วมขัง   การเดินบนพื้นเปียกแฉะสร้างความระอาใจไม่ใช่น้อย และเมื่ออยู่บนสะพานอรุณฯแล้วพบว่าทางเท้าที่เดินมาตลอดได้หายไป  ก็สร้างความรู้สึกระอาใจเป็นอย่างมาก  มองไปยังอีกฟากหนึ่งของสะพาน..ทางเท้าที่ฝั่งโน้นก็มีตลอด แล้วทำไม? ฝั่งนี้?  ...ไม่อยากคิดต่อเพราะคำตอบคงไม่สำคัญเท่ากับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า...   ถ้าจะเดินไปศิริราช ต้องข้ามไปที่อีกฝั่งของสะพาน  แต่ไอ้จะให้ข้ามถนนมันกลางสะพานนี้เลย คงได้มีคนคิดว่าฉันจะฆ่าตัวตายเป็นแน่ "ดับอนาถสถาปนิกสาว วัยกลางคน ข้ามถนนกลางสะพานอรุณ      อัมรินทร์"  ..ด้วยเกรงว่าพ่อและแม่จะขายหน้า ส่วนตัวเองจะต้องมาตายทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน  ก็เลยต้องลงจากสะพานมาเริ่มต้นใหม่  แต่ยังคงมีคำถามวนเวียนอยู่ในใจ  ทำไมทางเท้า(แม่ง)ไม่มีให้ตลอด(วะ)? ทำไมไม่มีป้ายบอกว่าจะไปท่าน้ำศิริราชต้องขึ้นบันไดจากฝั่งไหน?

            ฝนเริ่มหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความถี่ที่แต่ละเม็ดตกกระทบลงใส่หัว ฉันลงจากสะพานอรุณฯ มาอยู่แถวหน้าโรงพยาบาลศิริราช แล้วฉันก็ได้พบกับความจริงที่ว่า  ถึงตรงนี้ก็ยังไม่มีทางเท้าได้อีก!  ฉันเดินท่ามกลางลมฝนสู้ทนฟันฝ่า หลบฝนด้วย หลบรถด้วย ..เปียกปอน..  แถมพอเดินถึงท่าน้ำศิริราช น้ำฝนที่ไหลย้อยผ่านร่มของแผงลอยและกันสาดของอาคารร้านค้า เล่นเอาไม่อยากหยุดซื้ออะไรทั้งสิ้น...อยากไปให้พ้น จากตรงนี้..  รู้ตัวอีกทีก็ข้ามเรือมาท่าช้างแล้ว   ระหว่างนั่งอยู่ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ในใจฉันคิดว่า..กรูมาแถวนี้ทำไมวะ!!  ไหนว่าจะหาอะไรกินไง? ป่านนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย... 

ถึงท่าช้างจึงได้ซุปเยื่อไผ่กับกระเพราเนื้อมาอย่างละถุง พร้อมขนมอีกนิดหน่อย  ก็รีบเดินไปขึ้นรถเมล์ที่ท่า   ...หกโมงพอดี..และด้วยคำแนะนำของเพื่อนที่นั่งรถเมล์สายนี้ประจำ เพื่อนแนะนำให้ไปต่อรถไฟฟ้าที่สยาม จะเร็วกว่ามาก (ต้องขอขอบคุณเพื่อนไว้ ณ ที่นี้ด้วย)  จริงอย่างเพื่อนว่า ฉันอยู่ในรถติดแถวแยกเจริญผลและมาบุญครองอยู่นาน  กว่าจะถึงหน้าสยามก็ประมาณทุ่มเศษ..

            ที่สยาม..ที่เดียวกับเมื่อเที่ยงวัน  เด็กกลุ่มเดิมหายไปแล้ว  ผู้คนดูหนาตาคึกคักขึ้นมาก  แต่ตอนนี้ฉันหิวกว่าเมื่อกลางวันอย่างเห็นได้ชัด  ชั่งใจอยู่ว่าจะกินอะไรแถวนี้หรือจะกลับบ้านเลยดี...กลับบ้านเลยดีกว่า  เหนื่อยเหลือเกิน..

            ...กว่าจะได้กินข้าว ต้องใช้เวลายาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ...แต่ตอนกินใช้เวลาแป๊บเดียว

            ...กว่าจะได้เรียน ต้องใช้เวลาเดินทางไปอย่างไร้ค่าอยู่บนท้องถนน...

            โชคดีที่ว่าวันนี้ได้เรียนในสิ่งที่หามานาน ฉันได้พบว่าตัวเองมีความสุขและสนุกมากมายจริง ๆ ...สนุกเพราะชอบเรียนและสุขที่ได้ค้นพบตัวเอง

            แล้วฉันก็ได้พบว่า...กว่าจะได้เจอสิ่งที่หา ต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต..

            ความรักก็เหมือนกัน บางคนกว่าจะได้มาก็ต้องใช้เวลาตามหาหรือรอคอยทั้งชีวิต  ส่วนฉันเองแม้จะเห็นมันอยู่ตรงหน้า ก็คว้ามาครองไม่ได้  ที่สำคัญฉันอาจจะต้องรอมันต่อไป...ทั้งชีวิต!??...ช่างเป็นการเดินทางที่ยาวนานจริง ๆ

<<<     Topic : เรื่องราวของภูมิสถาปนิก..น้ำเน่า    >>>

            หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน ฉันนั่งลงอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนว่าใน Hi5 กลุ่มเพื่อน     วัยรุ่นมีกะตังค์จะมีความเคลื่อนไหว  แต่หัวข้อที่เห็น..เอ๊ะ! นั่นมันเป็นเรื่องของฉันหรือเปล่า?!!  เพื่อนตัวดีไม่รู้จะเข้ามาให้กำลังใจหรือตอกย้ำทำให้เพื่อนสะเทือนใจ  ฉันเริ่มคิดในแง่ร้ายไว้ก่อนทั้งที่จริง ๆ แล้ว  การตอกย้ำจุดเจ็บจากเพื่อนบางทีก็ช่วยให้เราได้ตาสว่างหรือบางทีก็ทำให้เราได้ขำ แต่ดูเหมือนทุกครั้งฉันจะได้ขำซะเป็นส่วนใหญ่

<<<   Shana :        ช่วงนี้งานเร่งมาก

                             และกรูก็ทำไปได้ด้วยสปีดช้า ๆ

                             เพราะทักษะการดราฟ Cad และ Sketch up ต่ำมาก

                    แต่ตะกี้ กินข้าวเย็นเสร็จก็เปิดดู HBO หน่อย เจอหนังรักลงทุนต่ำเรื่องหนึ่ง   ..ไม่น่าเชื่อกรูดูไม่วางตา  น้ำเน่ามาก ๆ เป็นเรื่องของ ภูมิสถาปนิกหนุ่ม ผิวขาว เซอร์ ๆ แต่ดูดี (พวกเราก็เซอร์นะ..เซอร์ถุนมากๆ) กับนักการเงินสาวผิวดำ

                    เรื่องมันเปิดฉากด้วยผู้หญิงผิวดำชั้นสูงสี่คน ที่ร่ำรวย ประสบความสำเร็จในชีวิต นัดสวาปามดินเนอร์กันอยู่และเม้าท์เมามันกันในหัวข้อ "การมีผัวยาก"  ของพวกเธอ 

                   เท่านั้นแหละ กรูแทบจะเอาหน้าพวกสาว ๆ วัยรุ่นมีกะตังค์ไปตัดต่อแปะเข้ากับหน้านักแสดงแต่ละคนในทันที                                              >>>

            ใช่สิ! สาว ๆ ในกลุ่มเรายังโสด ๆ สด ๆ กันทั้งนั้น  เลยถูกตั้งเป็นประเด็นให้พาดพิงอยู่เสมอ

<<<                        ดูต่อไปเรื่อย ๆ  สรุปคร่าว ๆ ได้ว่า  นางเอกสาวแอนตี้คนขาวเหลือเกิน แต่กลับไปพบรักกับภูมิสถาปนิกหนุ่มผิวขาว   เธอว่าจ้างเขามาออกแบบสวนให้และ    สุดท้ายก็ได้กันในสวนนั่นแหละ!

ฉากนี้ทำให้นึกถึง ภูมิสถาปนิกสาวในกลุ่ม..เสียดาย..ที่ฉากนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเพื่อนเราเลย               >>>

            ฉันโดนไปเต็ม ๆ  1 ดอก

<<<        นางเอกรู้สึกผิดมาก ที่ไปมีอะไรกับคนต่างเชื้อชาติและต่างสีผิวเป็นเหตุให้กลุ้มใจมากถึงกับต้องมานั่งเม้าท์ให้เพื่อนสาวฟัง จังหวะนี้หละ..เธอถึงเพิ่งจะได้รู้สึกตัวว่า  แท้จริงแล้วเธอรักเขา!!  ว่าแล้วเธอก็รีบบึ่งรถไปหาพระเอก  และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข                                               >>>

            อืมมม..น้ำเน่าจริง ๆ แฮะ..

<<<     พวกแกคงคิดว่าน้ำเน่ามาก แต่ถึงจะน้ำเน่าก็ตรึงตาตรึงใจกรู จนไม่เป็นอันทำการทำงาน ดูได้จนจบแถมอารมณ์ค้างจนต้องมาโพสท์ต่ออีก

           เรื่องนี้ทำให้รู้ว่าอย่าปิดกั้น จงเปิดตัวตนให้ใครสักคนเข้ามาเพิ่มสีสันให้ชีวิต  ความรักไม่มีข้อจำกัดใด ๆ (เสี่ยวโคตร) อย่าให้ความแตกต่างมาทำให้คิดว่า      คน ๆ นั้น "ไม่ใช่" 

                     เขาอาจจะรายได้ต่ำกว่า   

                    เขาอาจจะทำงานไม่เริ่ดหรูเท่าพวกแก

                    เขาอาจจะเด็กกว่า

                    เขาอาจจะเย็นชา

                   เขาอาจจะเป็นแค่ยามหน้าคอนโด

                   หรืออะไรก็แล้วแต่

          ถามใจตัวเองว่า..เขารึเปล่า? ที่ทำให้แกมีความสุขและยิ้มได้

          และเป็นตัวของตัวเองได้ (เสี่ยวอีกรอบให้สุด ๆ)

          พร่ำเพ้อพอละ เอาเป็นว่าดูแล้วนึกถึงเพื่อน

          เป็นห่วงเพื่อน ๆ นะ..ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน                      >>>

            จบได้ดี..และโดนกันถ้วนหน้า

<<<   Au K :           อยากบอกว่า ได้ดูแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน (หนังเก่าเอามารีรันบ่อย)

                             ครั้งแรกที่ดูก็นั่งดูตั้งแต่ตอนต้นจนจบเช่นกัน  ไม่คิดว่าจะมีใครได้ดูเหมือนกัน ฮ่า ๆ ๆ

                             เนื้อเรื่องตามนั้น แต่ข้อคิดที่ได้ลงท้ายไว้  ไม่ว่าแกจะมีเจตนาเหวี่ยงไปหาใครชั้นรู้สึกโดนกับตัวเองบ้างในบางดอก..ชั้นเจ็บ!!                        

        hwan :          เพื่อนเจ็บ..ชั้นก็เจ็บ..ทีแรกอ่านชื่อ Topic กะว่าโดนกรูแน่ๆ

                             แต่พออ่านแล้ว..ก็โดนกรูอยู่ดี  เอาเป็นว่าจะลอง ๆ มองยามหน้าคอนโดดูนะ..ขอบใจเพื่อนที่เตือนสติ  แต่บางทีการที่เราเอาความสุขไปผูกไว้กะคนอื่นมันก็ไม่ถาวรหรอกนะ..ถามฉันดิ ฉันรู้ดี..เฮ้อ..ก็หวานเครียดอะช่วงนี้!

        mam muay:        กรูมะเจ็บ..แต่กรูก็ดู..แต่ก็มะรู้ว่าโดนกรูด้วยไหม

                                  เพราะกรูดูไปพร้อมกะคุยโทรจิ๊งกะใครบางคนที่ละอ่อนกว่ากรูอยู่

                               "ไม่นะ! ฉันไม่ชอบเด็ก!"  ...เอ๊ะ! แต่ทำไมวันนี้เด็กไม่โทร.มาฉันดัน หงุดหงิด หงุดหงิด แฮะ

       Shana:                ตกลงดูกันถ้วนหน้า -_-‘

       Faro Aero:            อยากบอกเหมือนกันว่ากรูก็ดู ก๊าก ๆ ๆ น้ำเน่ามาก ฟอร์มต่ำสุดๆ แต่กรูก็ดูไม่กระพริบตาเลยนะไม่พลาดไปฉี่ด้วย ดูเต็ม ๆ                                             >>>

            อ่านกระทู้ทั้งหมดจบฉันก็ได้ขำ  แต่ไม่ได้ขำไก่กานะ..สาระที่เพื่อนว่าก็ตามนั้น

            ถามใจของตัวเองว่า..เขารึเปล่า? ที่ทำให้เราเป็นตัวของตัวเอง มีความสุขและยิ้มได้

            คำตอบของฉันคือ "ใช่"

            ในช่วงชีวิตหนึ่ง คงไม่มีบ่อย ๆ หรอกที่เราจะเจอคนที่เรารู้สึกดีหรือรู้สึกพิเศษด้วย

            ไม่รู้ว่า "รักแท้" เราจะมีได้สักกี่ครั้ง?    ไม่รู้ว่า "ปาฏิหาริย์"  มีจริงหรือเปล่า?

            และฉันเจอรักแท้แล้วหรือยัง?

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เป็นกำลังใจให้ครับ
ขนาดว่าเจอคนที่ "ใช่" เสียยิ่งกว่าใช่ ก็ยังพลาด...

งือๆๆ อยากเชื่อใน "ปาฏิหาริย์" และ "คนที่ใช่" ว่ายังมีอยู่จริง... เชื่อค่ะ ต้องเชื่อ(สู้ สู้ - โอ...คนเราอยากมีความรักขนาดนี้เลยหรือนี่)

ดีใจมากมายที่ได้อ่านค่ะ question

#2 By oOฉันเองOo on 2009-10-01 18:25