2. ชีวิตจริงที่อิงนิยาย
posted on 30 Apr 2009 12:00 by hwannaa in Fiction"Din yet? I had dinner at Fuji near my home."
ข้อความ SMS จากพี่เอส ที่ไม่รู้จะส่งมาทำไม เพราะไม่ได้ชวนกินข้าว..แค่บอกเฉยๆ ว่าเค้ากินข้าวแล้ว...
"พี่เอส" เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ในออฟฟิศ ถึงแม้อายุของเราจะห่างกันร่วม 10 ปี แต่ความคิดและอะไรหลาย ๆ อย่างในตัวเค้าที่ทำให้ฉันสนิทและเข้ากันได้ดีกับเค้าเป็นพิเศษ..สนิทกันจนฉันได้รับโปสการ์ดมา 3 ใบ เป็นภาพวาดสีน้ำที่เค้าเขียนเอง เป็นภาพที่คนเขียนเค้าให้พร้อมกับบอกว่าแทนความรู้สึกดี ๆ ที่มีเสมอมาและตลอดไป...
ไม่รู้ว่าไอ้เจ้า "ความรู้สึกดี ๆ" นี่ มันคืออะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ความหมายก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าความตั้งใจที่จะเขียนให้
แต่สุดท้ายเราสองคนก็มีอันต้องไม่พูดไม่จากันเว้นแต่เรื่องงานอยู่พักใหญ่ เพราะปีก่อนในงานฉลองปีใหม่ของออฟฟิศ เค้าพาเพื่อนสาวมาร่วมงานด้วย ถึงแม้เจ้าตัวจะแนะนำเพื่อนของเค้ากับคนอื่น ๆ ในออฟฟิศว่าเป็นเพียงเพื่อน แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่านั่นเป็นการเปิดตัวแฟนชัด ๆ
หลังงานปีใหม่คราวนั้นฉัน "จิตตก" ว้าวุ่นใจไปพักใหญ่ ถ้าเค้ามีแฟนแล้วจะมาสนิทกับฉันเพื่ออะไร?!! และการที่ฉันสนิทสนมกับเค้าเป็นพิเศษจะไม่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันไปใหญ่ เหรอ? (นางเอกมาก ๆ เลยฉันนี่!) โดยเฉพาะฉันที่ดูจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิดอยู่อย่างแรง ที่สำคัญเพื่อนสนิทจะไม่มีสิทธิ์รู้เลยเหรอว่า..เพื่อนกำลังมีแฟน!!..
คำอธิบายที่ได้ในคราวนั้นมีแค่เพียง
"ถ้าผมจะเป็นแฟนกับหวาน ผมคงเป็นไปตั้งนานแล้ว และผมก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องบอกหวานด้วยว่าผมคบอะไรกับใคร กับเพื่อนสนิท ผมเองก็ไม่ได้บอก.."
คำตอบสั้น ๆ แต่เล่นเอาฉันจ๋อยด๋อยซาบซึ้งกับคำตอบ ทำเอาฉันต้องเก็บตัวในช่วงปีใหม่แสนเศร้านั้นอยู่นานหลายวัน จนเพื่อนแนะนำให้ไปดูหนังแก้เซ็ง
"หวาน...ชีวิตแกมาก ๆ Base on True Story" มันว่างั้น...
เนื้อหาของหนังเป็นเรื่องราวของหญิงสาวสองคน ที่มีชีวิตและ Lifestyle ต่างกัน แต่ประสบปัญหาอย่างเดียวกัน คือ ความรัก ทำให้ทั้งคู่มีชีวิตผกผัน เป็นอันต้องมาแลกบ้านกันอยู่
"ไอริส" ...หญิงสาวชาวอังกฤษเป็นนักหนังสือพิมพ์ มีชีวิตธรรมดาบ้าน ๆ กับ...
"อแมนด้า" ...หญิงสาวไฮโซฯนักตัดต่อหนังตัวอย่างชาวอเมริกัน
ทั้งคู่มีปัญหาเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เลยอยากจะหนีไปให้พ้นจากสิ่งแวดล้อมเดิม การแลกบ้านเพื่อไปอยู่บ้านของอีกฝ่าย ทำให้แต่ละคนได้สุขสมหวัง ได้เจอกับสิ่งใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ สามารถหาวิธีจัดการกับปัญหาของตัวเองได้ Happy กันถ้วนหน้า...เค้าคงอยากให้คนดูดูแล้ว Happy Holiday กันจริง ๆ แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้สุขสมหวังสวยงามง่ายดายแบบนี้หรอก อย่างว่า..จะมีก็แต่ในหนังเท่านั้นหละ
แล้วมันเหมือนกับชีวิตของฉันตรงไหน? ก็ชีวิตฉันมันไม่ได้ Happy อย่างนี้นี่!
...ต่างกันตรงที่ฉันไม่ได้แลกบ้านกับใครอยู่
...ต่างกันตรงที่ฉันไม่ได้เป็นนักเขียน
...ต่างกันตรงที่พี่เอสไม่ได้ประกาศแต่งงานต่อหน้าธารกำนัลในงานฉลองปีใหม่นั้น
แต่ผลสุดท้ายก็เจ็บเหมือนกัน
วิธีการเล่าเรื่องของหนัง The Holiday ขึ้นต้นเรื่องด้วยการเล่าถึงความรักของตัวละคร แต่ละตัว
For some, Love fades...แล้วเป็นภาพความเฉยชาระหว่าง อแมนด้ากับแฟน...สำหรับบางคนความรักจืดจาง....
For others, Love's lost... แล้วเป็นภาพของคุณลุงแก่ ๆ ที่มองดูภาพของภรรยาที่จากไปในกรอบรูปบนหัวเตียง ก่อนที่จะปิดไฟนอน...อีกหลาย ๆ คนความรักจากไป...
For me, it's unrequited love...แล้วเป็นภาพของไอริส ยืนมองเพื่อนร่วมงานที่ตัวเองหลงรักอยู่...ส่วนฉันรักเขาข้างเดียว...ก่อนที่ชายหนุ่มที่ไอริสแอบหลงรักอยู่ จะประกาศแต่งงานกับหญิงอื่น ท่ามกลางงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ในออฟฟิศ
...อันนี้กระมังที่เพื่อนบอกว่าโดนฉันเต็ม ๆ...
คิดไปคิดมาความรักดูเหมือนจะมีทั้งสุขและทุกข์ ได้รับรักตอบก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์ ไม่เหมือนกับที่คิดไว้ก็ทุกข์ สำหรับฉันคงมีทั้งสุขและทุกข์สลับกันไป แบกเอาไว้มันทั้งสองอย่าง แต่ขึ้นชื่อว่าแบกก็หนักทั้งคู่ ฉันเลยพยายามที่จะเลือกแบกแต่ความสุขอย่างเดียวเพราะมันเบากว่า แต่ก็ทำไม่ได้ ปัจจัยภายนอกมันเยอะ (ก็มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นด้วยนี่นา...) ฉันเลยจะทิ้งมันทั้งสองอย่าง ..ไม่แบกละ ก็ทำไม่ได้อีก..แพ้ใจตัวเองเสมอ
บางทีคนเราก็รู้ว่าอะไรควรทำ แต่ก็ไม่ทำ...นี่หละฉันเลย...เลยได้แต่ปลอบใจตัวเองให้คิดเสียว่า... ไม่ว่าปลายทางของความรักจะเป็นยังไง การเดินตามหัวใจมันยิ่งใหญ่และงดงามเสมอ...
ฉันไม่รู้ว่าไอ้ความรักของฉันมันจะยิ่งใหญ่และงดงามไม๊ แต่ก็เอาเถอะ..
"ความจริงใจ" ไม่ว่าสถานะไหน ก็มีให้ได้เสมอ..
สำหรับบางคนฉันอาจจะดูโง่ แต่เราจะสามารถปฏิเสธหัวใจของตัวเองได้หรือ?
ก็ไม่ใช่เพราะความรักนะเหรอที่ทำให้เราทำเรื่องโง่ ๆ
ทุกวันนี้ฉันกับพี่เอสก็เลยยังพูดคุยและไปไหนมาไหนกันบ้าง แต่ก็มีระยะห่างมากขึ้น ฉันไม่เคยถามถึงผู้หญิงคนนั้นอีก เพราะเค้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว และดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นก็ยังเป็นแค่เพื่อน แต่เป็นเพื่อนที่เค้ารู้สึกชอบเป็นพิเศษ ..ทั้งคู่ยังไม่ได้ตกลงว่าเป็นแฟนกัน..
วันนี้ฉันไม่ได้ตอบ Message อะไรกลับไป
ไม่รู้จะตอบอะไร..ความว่างเปล่า ไร้คำตอบสนองจากฉันคงเป็นระยะห่างที่ฉันทำได้แค่นี้ในตอนนี้ พอๆ กับการพูดคุยเล่นแต่น้อย เพื่อจะได้ยุ่งเกี่ยวกันให้น้อยที่สุด
Action = Reaction เพราะฉะนั้นหากไม่มีการกระทำใด ๆ ก็จะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ กลับมาเช่นกัน
บางทีอาจช่วยให้ฉันเจ็บน้อยกว่า
"ถ้าผมจะเป็นแฟนกับหวาน ผมคงเป็นไปตั้งนานแล้ว..."
ฉันวางโทรศัพท์มือถือลงพร้อมกับเสียงคำพูดในอดีต ดังก้องขึ้นอีกครั้งอยู่ในหัว.